Friday, April 18, 2014

“ลาร์รี่ เพจ” กลับมาทำงานในตำแหน่งประธานบริหารของกูเกิ้ลอีกครั้ง

    ลาร์รี่ เพจ (Larry Page) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิ้ล(Google Inc.) ก้าวเข้ารับตำแหน่งประธานบริหาร(Chief Executive Officer) หรือที่เรียกกันว่า “ซีอีโอ”(CEO) ของบริษัทอย่างเป็นทางการอีกครั้งนับตั้งแต่วันจันทร์ที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา                 ลาร์รี่ เพจ ซึ่งปัจจุบันมีอายุครบ 38 ปีแล้ว เคยดำรงตำแหน่งเป็นประธานบริหารของกูเกิ้ลมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อตอนที่เขาและเซอร์จี้ บริน (Sergey Brin)ก่อตั้งกูเกิ้ลขึ้นมาใหม่ๆ แต่ก็ก้าวลงจากตำแหน่งดังกล่าวและนำเอาอีริค ชมิดท์ (Eric Schmidt)อดีตประธานบริษัทและประธานบริหารของโนเวล(Novell Inc.) ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่าเข้ามาเป็นผู้บริหารกูเกิ้ลเมื่อปีค.ศ. 2001                 การเข้ามารับตำแหน่งสำคัญของลาร์รี่ในครั้งนี้เป็นย่างก้าวที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับกูเกิ้ลในสถานการณ์ที่กูเกิ้ลกำลังเติบโตท่ามกลางการแข่งอันเข้มข้นในธุรกิจอินเทอร์เน็ตและยังได้รับแรงบีบคั้นจากการจับตาของคณะกรรมการด้านการค้าทั้งในสหรัฐอเมริกาและในประเทศทางยุโรปว่าการดำเนินธุรกิจของกูเกิ้ลจะเป็นการผูกขาดทางการค้าด้วยหรือไม่                 ส่วนอีริค ชมิดท์ ผู้ที่กำลังจะมีอายุครบ 56 ปีในวันที่ 27 เมษายนนี้ ก็จะก้าวไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร(Executive Chairman) และประธานด้านการประสานงาน (Chief Liaison)ของบริษัท ในขณะเดียวกันเซอร์จี้ บริน ก็จะยังคงดำรงตำแหน่งเป็นเพียงผู้ร่วมก่อตั้ง(Co-founder)ดังเดิม ซึ่งเชื่อกันว่าเซอร์จี้จะช่วยงานในด้านการดูแลโครงการระยะยาวของบริษัท โดยปล่อยให้ลาร์รี่สาละวนอยู่กับการดำเนินงานของบริษัทในแต่ละวัน                 อีริคซึ่งร่วมงานกับกูเกิ้ลในฐานะประธานบริษัท(Chairman)มาตั้งแต่เดือนมีนาคม […]

“แอปเปิ้ล” (Apple Inc) เตรียมนำระบบปฏิบัติการ “สโนว เลียวพาร์ด” วางตลาดในสหรัฐฯพรุ่งนี้

บริษัท แอปเปิ้ล ตัดสินใจนำระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุดที่ขนานนามว่า “สโนว เลียวพาร์ด” (Snow Leopard) ออกสู่ตลาดในวันพรุ่งนี้ แทนกำหนดเดิมที่วางไว้เป็นเดือนกันยายนนี้ อันเป็นการวางตลาดก่อน “วินโดวส์ 7” (Windows 7)ของไมโครซอฟท์ถึงราว 2 เดือน                 “สโนว เลียวพาร์ด” นับเป็นระบบปฏิบัติการรุ่น 10.6 สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์แม็คอินทอช (Mac OS X version 10.6) ซึ่งทางบริษัท แอปเปิ้ล เองกล้าหาญที่จะเอ่ยอ้างว่าเป็น “ระบบปฏิบัติการใหม่ที่ล้ำหน้าที่สุดของโลก ที่ได้รับการปรับแต่งขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน” (The world’s most advanced operating system. Finely tuned.)                 ส่วนหนึ่งของพัฒนาการที่บังเกิดขึ้นใน “สโนว เลียวพาร์ด” ได้แก่การบรรจุโปรแกรมต่างๆที่สนับสนุนการใช้งานร่วมกับซอฟท์แวร์ “เอ็กซ์เชนจ์ เซิร์ฟเว่อร์” ของไมโครซอฟท์ (Microsoft Exchange Server)ซึ่งใช้งานในองค์กรจำนวนมากมายได้เป็นอย่างดี                 บริษัท แอปเปิ้ล ชี้แจงว่า […]

“กราฟีน” (Graphene) — วัสดุที่แกร่งกว่าเพ็ชร แต่ม้วนและพับได้!!!

เป็นที่รับรู้กันมานานมากแล้วว่า “เพชร” (diamond) เป็นสิ่งที่แข็งที่สุดในโลก   แต่ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาชื่อ “กราฟีน” (graphene) ก็ได้รับความสนใจกันมากขึ้น  ไม่เพียงด้วยสาเหตุที่วัสดุชนิดนี้มีความแข็งแกร่งกว่าเพชรเท่านั้น แต่ด้วยคุณสมบัติที่มันสามารถเป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดีกว่า “ซิลิคอน” (silicon) ซึ่งใช้ทำชิพคอมพิวเตอร์อยู่ในปัจจุบันถึงราว 100 เท่าตัวก็ยิ่งทำให้กราฟีนน่าสนใจมากขึ้นไปอีก                 กราฟีนได้รับการเรียกขานกันในแวดวงวิทยาศาสตร์ว่าเป็น “วัสดุมหัศจรรย์” นั้นเป็นอัญรูป(allotrope)หรือรูปแบบหนึ่งของคาร์บอนเช่นเดียวกันกับเพชรและกราไฟต์  แต่กราฟีนนั้นจะประกอบขึ้นด้วยอะตอมของคาร์บอนที่เกาะกันเป็นรูปหกเหลี่ยมซึ่งเกาะอยู่บนระนาบเดียวกันไปเรื่อยๆจนมีลักษณะเป็นแผ่นที่มีความกว้างและความยาวคล้ายกับแผงลวดตาข่ายที่ใช้ทำกรงสัตว์  ซึ่งถึงแม้ว่ากราฟีนจะมีความแกร่งกว่าเพชรก็ตาม แต่มันก็สามรถม้วนหรือพับได้ด้วย ส่วนความหนานั้นจะเท่ากับความหนาของคาร์บอนเพียงอะตอมเดียว หรือประมาณ 0.34 นาโนเมตร (nanometre) ซึ่ง 1 นาโนเมตรจะเท่ากับเศษ 1 ส่วน 1,000,000,000 ของ 1 เมตร หรือ เศษ 1 ส่วน 1,000,000 ของ 1 มิลลิเมตร  ส่วนเพชรจะมีรูปทรงแปดเหลี่ยม ในขณะที่กราไฟต์นั้นก็จะประกอบด้วยกราฟีนที่มาซ้อนกันเป็นชั้นๆนั่นเอง                 ในปีค.ศ. 2004  นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ และสถาบันเทคโนโลยีไมโครอีเล็กทรอนิกส์ ในเมืองเชอร์โนโกลอฟก้า […]

ทำไม “นกฟลามิงโก้” (Flamingo) จึงมักยืนขาเดียว?!?!

เราอาจเคยพบเห็นนกฟลามิงโก้ที่กำลังยืนอยู่ด้วยขาเพียงข้างเดียวกันมาบ้าง ไม่ว่าจะเห็นแต่เพียงในรูปภาพหรือเห็นตัวเป็นๆของมันที่อยู่ในสวนสัตว์ที่ไหนสักแห่ง  แต่มีใครเคยนึกฉงนสนเท่ห์บ้างไหมว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น อย่างน้อยก็ยังมีนักวิทยาศาสตร์ 2 คนในสหรัฐอเมริกาที่อยากจะรู้ว่า เหตุใดนกฟลามิงโก้จึงมักยืนอยู่ด้วยขาเพียงข้างเดียว  แม็ทธิว แอนเดอร์สั้นและซาร่าห์ วิลเลี่ยมส์ ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาเปรียบเทียบ(comparative psychologists)ประจำมหาวิทยาลัยเซนต์โจเซฟส์ในเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพ็นซิลเวเนีย ใช้เวลาศึกษาค้นคว้าและสังเกตบรรดานกฟลามิงโก้ที่อยู่ในสวนสัตว์ …….. จนกระทั่งรู้ว่านกชนิดนี้ยืนด้วยขาข้างเดียวเพื่อช่วยปรับอุณหภูมิร่างกายของพวกมัน แม็ทธิวเล่าว่าเขาสนใจเรื่องราวของนกฟลามิงโก้ด้วยเหตุผลหลายประการ และในเชิงวิทยาศาสตร์แล้วนกชนิดนี้มีธรรมชาติของการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก็ยิ่งทำให้มันเป็นสัตว์ที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นในแง่ที่ว่าอิทธิพลของการอยู่ร่วมกันในสังคมของพวกมันจะส่งผลต่อพฤติกรรมอย่างไรได้บ้าง  นอกจากนี้ มันยังเป็นนกที่มีขนาดใหญ่ มีความสวยงาม และเป็นที่รู้จักกันดีอีกด้วย  เขากล่าวว่า “ที่สำคัญก็คือ ผมเองก็ยังแปลกใจว่าทำไมจึงมีการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับนกฟลามิงโก้น้อยมาก” แม็ทธิวและซาร่าได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับนกฟลามิงโก้ในหลายๆด้าน โดยใช้เวลาเฝ้าสังเกตุพฤติกรรมของนกฟลามิงโก้แคริบเบี้ยนในสวนสัตว์ฟิลาเดลเฟีย  และหัวข้อหนึ่งที่พวกเขาให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คือการที่นกฟลามิงโก้มักจะยืนขาเดียว(unipedal resting) ซึ่งได้ตั้งสมมติฐานว่าการที่นกชนิดนี้ยืนขาเดียวนั้นเป็นการช่วยคลายความเมื่อยล้าให้ขาอีกข้างหนึ่งก่อนที่จะสลับมายืนด้วยขาที่ได้พักแล้วในภายหลัง หรือว่าการยืนขาเดียวนั้นจะช่วยให้พวกมันสามารถที่จะออกตัวได้ทันทีเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องหลบหนีศัตรู                  ปรากฏว่าสมมติฐานข้างต้นไม่ถูกต้องเลย แต่ทั้งสองคนกลับพบว่านกฟลามิงโก้มักจะยืนด้วยขาเพียงข้างเดียวในขณะที่มันแช่อยู่ในน้ำมากกว่าเมื่อยามที่มันอยู่บนบก   พวกเขาจึงสรุปความเห็นได้โดยใช้สมมติฐานทางด้านการปรับอุณหภูมิของร่างกายและเชื่อว่า นกฟลามิงโก้ยืนด้วยขาข้างเดียวเพื่อช่วยให้ร่างกายของพวกมันไม่ถ่ายเทความร้อนลงสู่น้ำหรือไม่ทำให้ร่างกายมันรู้สึกเย็นจนเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่พวกมันต้องเดินท่องน้ำนานๆ                 ยิ่งไปกว่านั้น แม็ทธิวและซาร่ายังพบว่า หลังจากที่นกฟลามิงโก้ยืนด้วยขาข้างใดข้างหนึ่งเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว มันก็จะสลับไปยืนด้วยขาอีกข้างหนึ่งแทน ทั้งนี้เพื่อช่วยไม่ให้ขาที่ใช้ยืนในครั้งแรกนั้นได้รับความเย็นจากน้ำจนนานเกินไป ซึ่งการยืนด้วยขาที่ละข้างอาจจะช่วยลดโอกาสที่จะติดเชื้อราจากน้ำหรือได้รับปรสิตบางชนิดจากน้ำที่มันยืนอยู่ได้ด้วย

บันได 7 ขั้นสู่ความสำเร็จในแบบฉบับของ “ไบรอั้น เทรซี่”

เมื่อเร็วๆนี้ ได้พบเห็นข้อคิดของ “ไบรอั้น เทรซี่” (Brian Tracy) ปรมาจารย์ทางด้านการพัฒนาตนเองและการฝึกอบรมบุคคลากร ซึ่งแนะนำให้คนที่ต้องการจะประสบความสำเร็จในชีวิตมีแนวทางที่เห็นเป็นรูปธรรมและเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งในด้านการงานและการดำเนินชีวิต  จึงอยากนำมาฝากกันและขอสนับสนุนให้ลองนำไปปฏิบัติ                 ไบรอั้นเสนอแนะให้คุณฝึกวินัยให้ตัวคุณเองลงมือทำสิ่งที่คุณรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่คุณจำเป็นจะต้องทำเพื่อก้าวสู่ความเป็นเลิศในสายงานหรือวิชาชีพของคุณ   เขาให้ข้อคิดว่า “การฝึกวินัยให้ตัวเองนั้นเป็นความสามารถที่จะช่วยทำให้ตัวคุณลงมือทำในสิ่งที่ควรทำในช่วงเวลาที่ควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง…ไม่ว่าคุณจะอยากทำสิ่งนั้นหรือไม่ก็ตาม”                 เขาชี้ให้เห็นว่า มันเป็นเรื่องง่ายมากที่คนเราจะทำอะไรสักอย่างเมื่อยามที่เรารู้สึกว่าเราอยากจะทำสิ่งนั้น   แต่ที่จริงแล้ว เมื่อใดก็ตามที่คุณไม่รู้สึกว่าอยากจะทำมัน แล้วคุณสามารถที่จะบังคับใจตนเองให้ลงมือทำสิ่งนั้น(สิ่งที่ดีงาม)ได้ นั่นแหละ ที่จะช่วยทำให้คุณสามารถนำพาชีวิตและหน้าที่การงานของคุณไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้                 หากจะถามว่า แล้วอะไรบ้างเล่าที่เราจะต้องตัดสินใจใน “วันนี้” เพื่อที่จะช่วยให้ตัวเราเริ่มเคลื่อนไปข้างหน้าและก้าวไปสู่ความเป็นเลิศในสายงานของเราได้?  ไบรอั้นก็ให้ข้อคิดต่อไปว่า  อะไรก็ตาม ไม่ว่าจะต้องเริ่มทำเป็นครั้งแรกหรือจะต้อง “ละเว้น” เป็นครั้งแรก  เราจะต้องตัดสินใจวันนี้และเริ่มทำในทันที  สิ่งที่เรา “เริ่มทำ” หรือ “ละเว้น” เพียงหนึ่งเดียวในวันนี้อาจะเปลี่ยนแปลงวิถึชีวิตของเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ในที่สุด  ซึ่งเขาได้สรุปไว้เป็นหัวเรื่องเอาไว้ว่าเป็น “บันได 7 ขั้นสู่ความสำเร็จ” (Seven Steps to Success)                 ไบรอั้นบอกว่า “บันได 7 ขั้นสู่ความสำเร็จ” ที่ว่านี้อาจเรียกได้ว่าเป็นเคล็ด(ไม่)ลับที่เปรียบเสมือน “สูตรไปสู่ความสำเร็จ” ซึ่งคุณก็สามารถนำไปใช้ในการวางเป้าหมายและเดินไปสู่เป้าหมายนั้นเพื่อให้ชีวิตประสบความสำเร็จนั้นมีผู้คนจำนวนมากนำไปฏิบัติหรือนำไปปรับเปลี่ยนและประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมในลักษณะเป็นขั้นเป็นตอน ดังนี้                 […]

    ลาร์รี่ เพจ (Larry Page) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิ้ล(Google Inc.) ก้าวเข้ารับตำแหน่งประธานบริหาร(Chief Executive Officer) หรือที่เรียกกันว่า “ซีอีโอ”(CEO) ของบริษัทอย่างเป็นทางการอีกครั้งนับตั้งแต่วันจันทร์ที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา                 ลาร์รี่ เพจ ซึ่งปัจจุบันมีอายุครบ 38 ปีแล้ว เคยดำรงตำแหน่งเป็นประธานบริหารของกูเกิ้ลมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อตอนที่เขาและเซอร์จี้ บริน (Sergey Brin)ก่อตั้งกูเกิ้ลขึ้นมาใหม่ๆ แต่ก็ก้าวลงจากตำแหน่งดังกล่าวและนำเอาอีริค ชมิดท์ (Eric Schmidt)อดีตประธานบริษัทและประธานบริหารของโนเวล(Novell Inc.) ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่าเข้ามาเป็นผู้บริหารกูเกิ้ลเมื่อปีค.ศ. 2001                 การเข้ามารับตำแหน่งสำคัญของลาร์รี่ในครั้งนี้เป็นย่างก้าวที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับกูเกิ้ลในสถานการณ์ที่กูเกิ้ลกำลังเติบโตท่ามกลางการแข่งอันเข้มข้นในธุรกิจอินเทอร์เน็ตและยังได้รับแรงบีบคั้นจากการจับตาของคณะกรรมการด้านการค้าทั้งในสหรัฐอเมริกาและในประเทศทางยุโรปว่าการดำเนินธุรกิจของกูเกิ้ลจะเป็นการผูกขาดทางการค้าด้วยหรือไม่                 ส่วนอีริค ชมิดท์ ผู้ที่กำลังจะมีอายุครบ 56 ปีในวันที่ 27 เมษายนนี้ ก็จะก้าวไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร(Executive Chairman) และประธานด้านการประสานงาน (Chief Liaison)ของบริษัท ในขณะเดียวกันเซอร์จี้ บริน ก็จะยังคงดำรงตำแหน่งเป็นเพียงผู้ร่วมก่อตั้ง(Co-founder)ดังเดิม ซึ่งเชื่อกันว่าเซอร์จี้จะช่วยงานในด้านการดูแลโครงการระยะยาวของบริษัท โดยปล่อยให้ลาร์รี่สาละวนอยู่กับการดำเนินงานของบริษัทในแต่ละวัน                 อีริคซึ่งร่วมงานกับกูเกิ้ลในฐานะประธานบริษัท(Chairman)มาตั้งแต่เดือนมีนาคม […]

บริษัท แอปเปิ้ล ตัดสินใจนำระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุดที่ขนานนามว่า “สโนว เลียวพาร์ด” (Snow Leopard) ออกสู่ตลาดในวันพรุ่งนี้ แทนกำหนดเดิมที่วางไว้เป็นเดือนกันยายนนี้ อันเป็นการวางตลาดก่อน “วินโดวส์ 7” (Windows 7)ของไมโครซอฟท์ถึงราว 2 เดือน                 “สโนว เลียวพาร์ด” นับเป็นระบบปฏิบัติการรุ่น 10.6 สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์แม็คอินทอช (Mac OS X version 10.6) ซึ่งทางบริษัท แอปเปิ้ล เองกล้าหาญที่จะเอ่ยอ้างว่าเป็น “ระบบปฏิบัติการใหม่ที่ล้ำหน้าที่สุดของโลก ที่ได้รับการปรับแต่งขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน” (The world’s most advanced operating system. Finely tuned.)                 ส่วนหนึ่งของพัฒนาการที่บังเกิดขึ้นใน “สโนว เลียวพาร์ด” ได้แก่การบรรจุโปรแกรมต่างๆที่สนับสนุนการใช้งานร่วมกับซอฟท์แวร์ “เอ็กซ์เชนจ์ เซิร์ฟเว่อร์” ของไมโครซอฟท์ (Microsoft Exchange Server)ซึ่งใช้งานในองค์กรจำนวนมากมายได้เป็นอย่างดี                 บริษัท แอปเปิ้ล ชี้แจงว่า […]

เป็นที่รับรู้กันมานานมากแล้วว่า “เพชร” (diamond) เป็นสิ่งที่แข็งที่สุดในโลก   แต่ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาชื่อ “กราฟีน” (graphene) ก็ได้รับความสนใจกันมากขึ้น  ไม่เพียงด้วยสาเหตุที่วัสดุชนิดนี้มีความแข็งแกร่งกว่าเพชรเท่านั้น แต่ด้วยคุณสมบัติที่มันสามารถเป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดีกว่า “ซิลิคอน” (silicon) ซึ่งใช้ทำชิพคอมพิวเตอร์อยู่ในปัจจุบันถึงราว 100 เท่าตัวก็ยิ่งทำให้กราฟีนน่าสนใจมากขึ้นไปอีก                 กราฟีนได้รับการเรียกขานกันในแวดวงวิทยาศาสตร์ว่าเป็น “วัสดุมหัศจรรย์” นั้นเป็นอัญรูป(allotrope)หรือรูปแบบหนึ่งของคาร์บอนเช่นเดียวกันกับเพชรและกราไฟต์  แต่กราฟีนนั้นจะประกอบขึ้นด้วยอะตอมของคาร์บอนที่เกาะกันเป็นรูปหกเหลี่ยมซึ่งเกาะอยู่บนระนาบเดียวกันไปเรื่อยๆจนมีลักษณะเป็นแผ่นที่มีความกว้างและความยาวคล้ายกับแผงลวดตาข่ายที่ใช้ทำกรงสัตว์  ซึ่งถึงแม้ว่ากราฟีนจะมีความแกร่งกว่าเพชรก็ตาม แต่มันก็สามรถม้วนหรือพับได้ด้วย ส่วนความหนานั้นจะเท่ากับความหนาของคาร์บอนเพียงอะตอมเดียว หรือประมาณ 0.34 นาโนเมตร (nanometre) ซึ่ง 1 นาโนเมตรจะเท่ากับเศษ 1 ส่วน 1,000,000,000 ของ 1 เมตร หรือ เศษ 1 ส่วน 1,000,000 ของ 1 มิลลิเมตร  ส่วนเพชรจะมีรูปทรงแปดเหลี่ยม ในขณะที่กราไฟต์นั้นก็จะประกอบด้วยกราฟีนที่มาซ้อนกันเป็นชั้นๆนั่นเอง                 ในปีค.ศ. 2004  นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ และสถาบันเทคโนโลยีไมโครอีเล็กทรอนิกส์ ในเมืองเชอร์โนโกลอฟก้า […]

เราอาจเคยพบเห็นนกฟลามิงโก้ที่กำลังยืนอยู่ด้วยขาเพียงข้างเดียวกันมาบ้าง ไม่ว่าจะเห็นแต่เพียงในรูปภาพหรือเห็นตัวเป็นๆของมันที่อยู่ในสวนสัตว์ที่ไหนสักแห่ง  แต่มีใครเคยนึกฉงนสนเท่ห์บ้างไหมว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น อย่างน้อยก็ยังมีนักวิทยาศาสตร์ 2 คนในสหรัฐอเมริกาที่อยากจะรู้ว่า เหตุใดนกฟลามิงโก้จึงมักยืนอยู่ด้วยขาเพียงข้างเดียว  แม็ทธิว แอนเดอร์สั้นและซาร่าห์ วิลเลี่ยมส์ ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาเปรียบเทียบ(comparative psychologists)ประจำมหาวิทยาลัยเซนต์โจเซฟส์ในเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพ็นซิลเวเนีย ใช้เวลาศึกษาค้นคว้าและสังเกตบรรดานกฟลามิงโก้ที่อยู่ในสวนสัตว์ …….. จนกระทั่งรู้ว่านกชนิดนี้ยืนด้วยขาข้างเดียวเพื่อช่วยปรับอุณหภูมิร่างกายของพวกมัน แม็ทธิวเล่าว่าเขาสนใจเรื่องราวของนกฟลามิงโก้ด้วยเหตุผลหลายประการ และในเชิงวิทยาศาสตร์แล้วนกชนิดนี้มีธรรมชาติของการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก็ยิ่งทำให้มันเป็นสัตว์ที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นในแง่ที่ว่าอิทธิพลของการอยู่ร่วมกันในสังคมของพวกมันจะส่งผลต่อพฤติกรรมอย่างไรได้บ้าง  นอกจากนี้ มันยังเป็นนกที่มีขนาดใหญ่ มีความสวยงาม และเป็นที่รู้จักกันดีอีกด้วย  เขากล่าวว่า “ที่สำคัญก็คือ ผมเองก็ยังแปลกใจว่าทำไมจึงมีการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับนกฟลามิงโก้น้อยมาก” แม็ทธิวและซาร่าได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับนกฟลามิงโก้ในหลายๆด้าน โดยใช้เวลาเฝ้าสังเกตุพฤติกรรมของนกฟลามิงโก้แคริบเบี้ยนในสวนสัตว์ฟิลาเดลเฟีย  และหัวข้อหนึ่งที่พวกเขาให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คือการที่นกฟลามิงโก้มักจะยืนขาเดียว(unipedal resting) ซึ่งได้ตั้งสมมติฐานว่าการที่นกชนิดนี้ยืนขาเดียวนั้นเป็นการช่วยคลายความเมื่อยล้าให้ขาอีกข้างหนึ่งก่อนที่จะสลับมายืนด้วยขาที่ได้พักแล้วในภายหลัง หรือว่าการยืนขาเดียวนั้นจะช่วยให้พวกมันสามารถที่จะออกตัวได้ทันทีเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องหลบหนีศัตรู                  ปรากฏว่าสมมติฐานข้างต้นไม่ถูกต้องเลย แต่ทั้งสองคนกลับพบว่านกฟลามิงโก้มักจะยืนด้วยขาเพียงข้างเดียวในขณะที่มันแช่อยู่ในน้ำมากกว่าเมื่อยามที่มันอยู่บนบก   พวกเขาจึงสรุปความเห็นได้โดยใช้สมมติฐานทางด้านการปรับอุณหภูมิของร่างกายและเชื่อว่า นกฟลามิงโก้ยืนด้วยขาข้างเดียวเพื่อช่วยให้ร่างกายของพวกมันไม่ถ่ายเทความร้อนลงสู่น้ำหรือไม่ทำให้ร่างกายมันรู้สึกเย็นจนเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่พวกมันต้องเดินท่องน้ำนานๆ                 ยิ่งไปกว่านั้น แม็ทธิวและซาร่ายังพบว่า หลังจากที่นกฟลามิงโก้ยืนด้วยขาข้างใดข้างหนึ่งเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว มันก็จะสลับไปยืนด้วยขาอีกข้างหนึ่งแทน ทั้งนี้เพื่อช่วยไม่ให้ขาที่ใช้ยืนในครั้งแรกนั้นได้รับความเย็นจากน้ำจนนานเกินไป ซึ่งการยืนด้วยขาที่ละข้างอาจจะช่วยลดโอกาสที่จะติดเชื้อราจากน้ำหรือได้รับปรสิตบางชนิดจากน้ำที่มันยืนอยู่ได้ด้วย

เมื่อเร็วๆนี้ ได้พบเห็นข้อคิดของ “ไบรอั้น เทรซี่” (Brian Tracy) ปรมาจารย์ทางด้านการพัฒนาตนเองและการฝึกอบรมบุคคลากร ซึ่งแนะนำให้คนที่ต้องการจะประสบความสำเร็จในชีวิตมีแนวทางที่เห็นเป็นรูปธรรมและเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งในด้านการงานและการดำเนินชีวิต  จึงอยากนำมาฝากกันและขอสนับสนุนให้ลองนำไปปฏิบัติ                 ไบรอั้นเสนอแนะให้คุณฝึกวินัยให้ตัวคุณเองลงมือทำสิ่งที่คุณรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่คุณจำเป็นจะต้องทำเพื่อก้าวสู่ความเป็นเลิศในสายงานหรือวิชาชีพของคุณ   เขาให้ข้อคิดว่า “การฝึกวินัยให้ตัวเองนั้นเป็นความสามารถที่จะช่วยทำให้ตัวคุณลงมือทำในสิ่งที่ควรทำในช่วงเวลาที่ควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง…ไม่ว่าคุณจะอยากทำสิ่งนั้นหรือไม่ก็ตาม”                 เขาชี้ให้เห็นว่า มันเป็นเรื่องง่ายมากที่คนเราจะทำอะไรสักอย่างเมื่อยามที่เรารู้สึกว่าเราอยากจะทำสิ่งนั้น   แต่ที่จริงแล้ว เมื่อใดก็ตามที่คุณไม่รู้สึกว่าอยากจะทำมัน แล้วคุณสามารถที่จะบังคับใจตนเองให้ลงมือทำสิ่งนั้น(สิ่งที่ดีงาม)ได้ นั่นแหละ ที่จะช่วยทำให้คุณสามารถนำพาชีวิตและหน้าที่การงานของคุณไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้                 หากจะถามว่า แล้วอะไรบ้างเล่าที่เราจะต้องตัดสินใจใน “วันนี้” เพื่อที่จะช่วยให้ตัวเราเริ่มเคลื่อนไปข้างหน้าและก้าวไปสู่ความเป็นเลิศในสายงานของเราได้?  ไบรอั้นก็ให้ข้อคิดต่อไปว่า  อะไรก็ตาม ไม่ว่าจะต้องเริ่มทำเป็นครั้งแรกหรือจะต้อง “ละเว้น” เป็นครั้งแรก  เราจะต้องตัดสินใจวันนี้และเริ่มทำในทันที  สิ่งที่เรา “เริ่มทำ” หรือ “ละเว้น” เพียงหนึ่งเดียวในวันนี้อาจะเปลี่ยนแปลงวิถึชีวิตของเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ในที่สุด  ซึ่งเขาได้สรุปไว้เป็นหัวเรื่องเอาไว้ว่าเป็น “บันได 7 ขั้นสู่ความสำเร็จ” (Seven Steps to Success)                 ไบรอั้นบอกว่า “บันได 7 ขั้นสู่ความสำเร็จ” ที่ว่านี้อาจเรียกได้ว่าเป็นเคล็ด(ไม่)ลับที่เปรียบเสมือน “สูตรไปสู่ความสำเร็จ” ซึ่งคุณก็สามารถนำไปใช้ในการวางเป้าหมายและเดินไปสู่เป้าหมายนั้นเพื่อให้ชีวิตประสบความสำเร็จนั้นมีผู้คนจำนวนมากนำไปฏิบัติหรือนำไปปรับเปลี่ยนและประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมในลักษณะเป็นขั้นเป็นตอน ดังนี้                 […]

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรและนิวซีแลนด์พบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติมีโอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งบางชนิดได้น้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคมะเร็งที่เกี่ยวกับเลือด ไต และกระเพาะอาหาร                 จากบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารโรคมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร(British Journal of Cancer) ประจำเดือนกรกฎาคม ศกนี้   การศึกษาวิจัยซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากองค์กรเพื่อการวิจัยโรคมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร(Cancer Research UK)ในครั้งนี้ได้เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอุปนิสัยในการรับประทานอาหารของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 61,566 คน โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ ผู้ที่รับประทานปลาแต่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ และผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ(vegetarian)คือไม่รับประทานทั้งปลาและเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ                  ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า  ในขณะที่โอกาสที่คนทั่วไป 100 คนมีโอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งได้มากถึง 33 คนนั้น ผู้ที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์จะมีความเสี่ยงลดลงเล็กน้อยเป็น 29 ใน 100 คน และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์กับผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติในกรณีของโอกาสการเกิดโรคมะเร็งในระบบน้ำเหลืองและเลือดก็จะพบว่าผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติมีโอกาสเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น  และยิ่งเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่เกิดขึ้นในไขกระดูกที่เรียกว่า “มัลติเพิล มายอีโลม่า” (multiple myeloma)ด้วยแล้ว ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติยิ่งมีโอกาสน้อยกว่าผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ถึงร้อยละ 75 ทีเดียว                 อย่างไรก็ตาม นักวิจัยก็ให้ความเห็นว่า โอกาสที่ผู้รับประทานเนื้อปลาแต่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆจะเป็นโรคมะเร็งชนิดต่างๆดังกล่าวข้างต้นนี้จะไม่สามารถเปรียบเทียบกับผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ให้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนนัก                 พวกเขากล่าวว่า สาเหตุที่มีความเสี่ยงในกลุ่มคนที่รับประทานอาหารแตกต่างกันในการเกิดโรคมะเร็งนั้นจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่เชื่อว่าเนื้อสัตว์หลายๆชนิดอาจจะมีไวรัสเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือมีสารบางอย่างที่ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลได้ ส่วนพืชผักชนิดต่างๆนั้นก็อาจจะมีองค์ประกอบที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้                 […]

หลายคนเชื่อว่าการที่ผู้ชายเว้นว่างจากการมีเพศสัมพันธ์สักระยะหนึ่งจะช่วยให้เชื้ออสุจิของเขาแข็งแรงและเพิ่มโอกาสในการช่วยให้ฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ได้มากขึ้น  แต่ล่าสุดนี้นายแพทย์ชาวนิวซีแลนด์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์การรักษาผู้มีบุตรยากในประเทศออสเตรเลียยืนยันว่าแนวคิดดังกล่าวไม่ถูกต้อง

“คนมองโลกในแง่ร้ายจะมองเห็นความยุ่งยากในทุกๆโอกาส  ส่วนคนมองโลกในแง่ดีจะมองเห็นโอกาสในทุกๆความยุ่งยาก” (A pessimist sees the difficulty in every opportunity; an optimist sees the opportunity in every difficulty.)     เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์ (Sir Winston Churchill) นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร (30 พฤศจิกายน ค.ศ.1874 – 24 มกราคม ค.ศ. 1965)

     “โอกาปิ”(Okapi) เป็นสัตว์ป่าหายากชนิดหนึ่งซึ่งมีถิ่นฐานอยู่เฉพาะในประเทศคองโกที่ตั้งอยู่ตอนกลางของทวีปอัฟริกา  โอกาปินับได้ว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่จัดอยู่ในตระกูลหรือ“วงศ์”(Family)เดียวกันกับยีราฟซึ่งเรียกว่า “จิราฟฟิเด้”(Giraffidae)  แต่โอกาปิจะมีความสูงเพียงประมาณ 1.5-2 เมตร บริเวณขาทั้ง 4 ข้างและบั้นท้ายจะมีแถบดำคล้ายกับม้าลาย

คณะนักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาเชื่อว่า การรับประทานบร็อคโคลี่จะช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของปอดอันจะนำไปสู่โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้                เมื่อไม่นานมานี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชาวอินเดีย ดร.สยาม บิสวาล (Dr Shyam Biswal) แห่งวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์จอห์นส์ฮ็อพกิ้นส์(John Hopkins School of Medicine) ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะนักวิจัยที่ได้ค้นพบประโยชน์ของบร็อคโคลี่(broccoli)ในครั้งนี้ กล่าวว่า สารประกอบ“ซัลโฟราเพน”(sulforapane)ที่มีอยู่ในบร็อคโคลี่จะไปกระตุ้นการทำงานของยีน “เอ็นอาร์เอฟ2” (NRF2) ที่อยู่ในเซลของปอดมนุษย์เราให้ทำหน้าที่ปกป้องไม่ให้เซลปอดได้รับอันตรายจากสารพิษต่างๆที่ปอดได้รับเข้าไป

หมายเหตุ (Editor’s Note)

  • หมายเหตุ (Editor’s Note): หมายเหตุ (Editor’s Note) - กรกฎาคม 13th, 2009
    ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาสาระของ “ทวิตตี้ ออนไลน”  ใคร่ขอชี้แจงในเบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้ภาษาไทยในการถ่ายทอดเนื้อหาสาระทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซท์สักเล็กน้อย...   เนื่องจากคณะผู้จัดทำเล็งเห็นว่าในการนำเอาเนื้อหาสาระที่เป็นภาษาอังกฤษมา “ถอดความ” (ไม่ใช่ “แปล”) เป็นภาษาไทย แล้วนำ...