คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรและนิวซีแลนด์พบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติมีโอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งบางชนิดได้น้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคมะเร็งที่เกี่ยวกับเลือด ไต และกระเพาะอาหาร
จากบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารโรคมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร(British Journal of Cancer) ประจำเดือนกรกฎาคม ศกนี้ การศึกษาวิจัยซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากองค์กรเพื่อการวิจัยโรคมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร(Cancer Research UK)ในครั้งนี้ได้เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอุปนิสัยในการรับประทานอาหารของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 61,566 คน โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ ผู้ที่รับประทานปลาแต่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ และผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ(vegetarian)คือไม่รับประทานทั้งปลาและเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ
ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ในขณะที่โอกาสที่คนทั่วไป 100 คนมีโอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งได้มากถึง 33 คนนั้น ผู้ที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์จะมีความเสี่ยงลดลงเล็กน้อยเป็น 29 ใน 100 คน และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์กับผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติในกรณีของโอกาสการเกิดโรคมะเร็งในระบบน้ำเหลืองและเลือดก็จะพบว่าผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติมีโอกาสเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น และยิ่งเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่เกิดขึ้นในไขกระดูกที่เรียกว่า “มัลติเพิล มายอีโลม่า” (multiple myeloma)ด้วยแล้ว ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติยิ่งมีโอกาสน้อยกว่าผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ถึงร้อยละ 75 ทีเดียว
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยก็ให้ความเห็นว่า โอกาสที่ผู้รับประทานเนื้อปลาแต่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆจะเป็นโรคมะเร็งชนิดต่างๆดังกล่าวข้างต้นนี้จะไม่สามารถเปรียบเทียบกับผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ให้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนนัก
พวกเขากล่าวว่า สาเหตุที่มีความเสี่ยงในกลุ่มคนที่รับประทานอาหารแตกต่างกันในการเกิดโรคมะเร็งนั้นจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่เชื่อว่าเนื้อสัตว์หลายๆชนิดอาจจะมีไวรัสเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือมีสารบางอย่างที่ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลได้ ส่วนพืชผักชนิดต่างๆนั้นก็อาจจะมีองค์ประกอบที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้
หากเป็นกรณีของมะเร็งกระเพาะอาหาร(stomach cancer) ซึ่งจะมีจำนวนผู้ป่วยไม่มากนัก คณะนักวิจัยก็พบว่า ผู้ที่รับประทานเนื้อปลาและผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติยิ่งมีโอกาสน้อยกว่าผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ถึงราว 1 ใน 3 ทีเดียว
ทั้งนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับผลงานการวิจัยที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ที่ระบุถึงความเกี่ยวพันกันระหว่างการรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์กับการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยเป็นที่รับรู้กันว่าสารประกอบประเภท “เอ็น-ไนโตรโซ่”(N-nitroso compounds)ที่สามารถพบได้ในเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆเป็นตัวที่ไปทำลายสารพันธุกรรมหรือ “ดีเอ็นเอ” (DNA – deoxyribonucleic acid) ในขณะที่อุณหภูมิสูงๆที่ใช้ในการปรุงเนื้อเหล่านี้ยังก่อให้เกิดสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งหรือ “คาร์ซิโนเจ็น”(carcinogens)อีกด้วย
อย่างไรก็ดี นักวิจัยคณะนี้ก็ไม่พบว่าการรับประทานอาหารมังสวิรัติจะไปช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้(bowel cancer)ซึ่งเป็นโรคมะเร็งที่สามารถพบเห็นได้บ่อยกว่ามะเร็งกระเพาะอาหาร และยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาในครั้งนี้กลับพบว่าผู้ที่รับประทานเนื้อปลาและผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติกลับมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก(cervical cancer)ได้มากกว่าผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ถึงราว 2 เท่า ซึ่งถึงแม้ว่าจะพบได้น้อยมากและอาจจะเกิดขึ้นได้ด้วยความบังเอิญก็ตาม แต่นักวิจัยก็ให้ความเห็นเอาไว้ในชั้นนี้ว่า มีความเป็นไปได้ที่ปัจจัยทางด้านโภชนาการบางอย่างอาจส่งผลต่อไวรัสที่มีอิทธิพลต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก
ศาสตราจารย์ทิม คีย์ หัวหน้าคณะนักวิจัยชุดนี้ ให้ความเห็นว่า มันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะด่วนสรุปอะไรจากผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้เพียงครั้งเดียว เขากล่าวว่า “ในขณะนี้ สิ่งที่เราได้พบคงยังไม่มีน้ำหนักพอที่จะไปขอให้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องอาหารการกินของคนจำนวนมากที่ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยการรับประทานอาหารที่มีความสมดุลกันโดยเฉลี่ยอยู่แล้ว”
ส่วนโฆษกขององค์กรเพื่อการวิจัยโรคมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักรซึ่งให้การสนับสนุนด้านเงินทุนสำหรับการวิจัยในครั้งนี้ก็ให้ความเห็นว่า ผลการศึกษาที่น่าสนใจหลายๆประการจากงานวิจัยในครั้งนี้เป็นเหตุผลสนับสนุนความเชื่อที่ว่าสิ่งที่คนเรารับประทานอะไรเข้าไปย่อมจะมีผลต่อการเกิดโรคมะเร็งของเราได้ แต่ความเชื่อมโยงกันระหว่างอาหารและความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งนั้นก็ยังคงเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และงานวิจัยต่อจากนี้ไปก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการช่วยให้เข้าใจได้ว่าอาหารจะมีส่วนต่อการเกิดโรคมะเร็งมากน้อยเพียงใดและปัจจัยทางโภชนาการใดที่จะมีความสำคัญมากที่สุด




Thanks for posting about this, I would love to read more about this topic.