Saturday, July 31, 2010

apples-snow-leopard

บริษัท แอปเปิ้ล ตัดสินใจนำระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุดที่ขนานนามว่า สโนว เลียวพาร์ด (Snow Leopard) ออกสู่ตลาดในวันพรุ่งนี้ แทนกำหนดเดิมที่วางไว้เป็นเดือนกันยายนนี้ อันเป็นการวางตลาดก่อน วินโดวส์ 7 (Windows 7)ของไมโครซอฟท์ถึงราว 2 เดือน

                สโนว เลียวพาร์ด นับเป็นระบบปฏิบัติการรุ่น 10.6 สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์แม็คอินทอช (Mac OS X version 10.6) ซึ่งทางบริษัท แอปเปิ้ล เองกล้าหาญที่จะเอ่ยอ้างว่าเป็น ระบบปฏิบัติการใหม่ที่ล้ำหน้าที่สุดของโลก ที่ได้รับการปรับแต่งขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน (The world’s most advanced operating system. Finely tuned.)

                ส่วนหนึ่งของพัฒนาการที่บังเกิดขึ้นใน สโนว เลียวพาร์ด ได้แก่การบรรจุโปรแกรมต่างๆที่สนับสนุนการใช้งานร่วมกับซอฟท์แวร์ เอ็กซ์เชนจ์ เซิร์ฟเว่อร์ ของไมโครซอฟท์ (Microsoft Exchange Server)ซึ่งใช้งานในองค์กรจำนวนมากมายได้เป็นอย่างดี

                บริษัท แอปเปิ้ล ชี้แจงว่า สโนว เลียวพาร์ด จะมีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของระบบปฏิบัติการเดิมหรือ เลียวพาร์ด นั่นเอง โดยเครื่องคอมพิวเตอร์แม็ค(Mac)ที่จะใช้ สโนว เลียวพาร์ด จะต้องมีพื้นที่ว่างในดิสก์เพียง 5 กิกะไบต์ ซึ่งจะช่วยให้มีพื้นที่ใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 7 กิกะไบต์  นอกจากนี้ เครื่องคอมพิวเตอร์นั้นๆจะต้องมีขนาดของ แรม หรือ “RAM” (Random Access Memory) อย่างน้อย 1 กิกะไบต์ และใช้ หน่วยประมวลผล(processor) ของอินเทล (Intel Corp)

                สำหรับผู้ที่ใช้งานระบบปฏิบัติการรุ่น 10.5 (เลียวพาร์ด) ก็สามารถที่จะปรับให้เป็น สโนว เลียวพาร์ด ก็จะมีสนนราคาอยู่ที่ 29 เหรียญสหรัฐในกรณีที่มีผู้ใช้งานคนเดียว(single user) และ 49 เหรียญสหรัฐในกรณีที่มีผู้ใช้งานไม่เกิน 5 คน  ส่วนผู้ที่ใช้ระบบปฏิบัติการรุ่น 10.4 หรือ ไทเก้อร์ (Tiger) หากต้องการจะปรับให้เป็น สโนว เลียวพาร์ด จะมีค่าใช้จ่าย 169 เหรียญสหรัฐในกรณีที่มีผู้ใช้งานคนเดียว(single user) และ 229 เหรียญสหรัฐในกรณีที่มีผู้ใช้งานไม่เกิน 5 คน

                ส่วนผู้ที่ซื้อเครื่อง แม็ค ในช่วงวันที่ 8 มิถุนายน 26 ธันวาคม ศกนี้ โดยที่เครื่องแม็คยังมีระบบปฏิบัติการรุ่นเดิมติดตั้งอยู่ก็สามารถปรับมาใช้ สโนว เลียวพาร์ดได้โดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพียง 99.95 เหรียญสหรัฐ  ทั้งนี้ ลูกค้าในส่วนนี้จะต้องขอปรับหรือ อัพเกรด ภายในระยะเวลา 30 วันนับตั้งแต่การซื้อเครื่องแม็คมา แต่จะต้องไม่เกินวันที่ 26 ธันวาคม ศกนี้

graphene-001

เป็นที่รับรู้กันมานานมากแล้วว่า เพชร” (diamond) เป็นสิ่งที่แข็งที่สุดในโลก   แต่ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาชื่อ กราฟีน” (graphene) ก็ได้รับความสนใจกันมากขึ้น  ไม่เพียงด้วยสาเหตุที่วัสดุชนิดนี้มีความแข็งแกร่งกว่าเพชรเท่านั้น แต่ด้วยคุณสมบัติที่มันสามารถเป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดีกว่า ซิลิคอน (silicon) ซึ่งใช้ทำชิพคอมพิวเตอร์อยู่ในปัจจุบันถึงราว 100 เท่าตัวก็ยิ่งทำให้กราฟีนน่าสนใจมากขึ้นไปอีก

                กราฟีนได้รับการเรียกขานกันในแวดวงวิทยาศาสตร์ว่าเป็น วัสดุมหัศจรรย์ นั้นเป็นอัญรูป(allotrope)หรือรูปแบบหนึ่งของคาร์บอนเช่นเดียวกันกับเพชรและกราไฟต์  แต่กราฟีนนั้นจะประกอบขึ้นด้วยอะตอมของคาร์บอนที่เกาะกันเป็นรูปหกเหลี่ยมซึ่งเกาะอยู่บนระนาบเดียวกันไปเรื่อยๆจนมีลักษณะเป็นแผ่นที่มีความกว้างและความยาวคล้ายกับแผงลวดตาข่ายที่ใช้ทำกรงสัตว์  ซึ่งถึงแม้ว่ากราฟีนจะมีความแกร่งกว่าเพชรก็ตาม แต่มันก็สามรถม้วนหรือพับได้ด้วย

ส่วนความหนานั้นจะเท่ากับความหนาของคาร์บอนเพียงอะตอมเดียว หรือประมาณ 0.34 นาโนเมตร (nanometre) ซึ่ง 1 นาโนเมตรจะเท่ากับเศษ 1 ส่วน 1,000,000,000 ของ 1 เมตร หรือ เศษ 1 ส่วน 1,000,000 ของ 1 มิลลิเมตร  ส่วนเพชรจะมีรูปทรงแปดเหลี่ยม ในขณะที่กราไฟต์นั้นก็จะประกอบด้วยกราฟีนที่มาซ้อนกันเป็นชั้นๆนั่นเอง

                ในปีค.ศ. 2004  นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ และสถาบันเทคโนโลยีไมโครอีเล็กทรอนิกส์ ในเมืองเชอร์โนโกลอฟก้า ประเทศรัสเซีย ได้ทำการแยกกราฟีนออกมาจากแผ่นกราไฟต์และทำการศึกษาคุณสมบัติของกราฟีนอย่างจริงจัง  พวกเขาพบว่า ปกติแล้วเราจะไม่พบกราฟีนอยู่โดดๆในธรรมชาติ แต่จะอยู่ซ้อนกันเป็นชั้นๆในรูปของกราไฟต์ซึ่งนิยมนำมาใช้ทำเป็นไส้ดินสอ   และหลังจากนั้นมา นักฟิสิกส์ นักเคมี และวิศวกรอีเล็กทรอนิกส์ในห้องปฏิบัติการทั้งหลายทั่วโลกต่างก็หันมาให้ความสนใจในกราฟีนกันอย่างล้นหลาม

                นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้พบว่า กราฟีนมีศักยภาพสูงในอันที่จะนำมาพัฒนาส่วนประกอบของอุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์หลายชนิด ได้แก่ จอภาพที่ใช้งานด้วยการสัมผัส(touch screens) แผงโซล่าร์เซล  อุปกรณ์กักเก็บพลังงาน โทรศัพท์มือถือ และชิพคอมพิวเตอร์ความเร็วสูง เป็นต้น

                อย่างไรก็ตาม ดร.อังเดร เจอิม (Dr.Andre Geim) ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาแมนเชสเตอร์ (University of Manchester) ซึ่งเป็นผู้ค้นพบกราฟีนเป็นคนแรก ให้ความเห็นเพียงว่า ถึงแม้กราฟีนจะสามารถนำไฟฟ้าได้ดีกว่าซิลิคอนถึงประมาณ 100 เท่าตัวก็ตาม แต่การที่จะพัฒนาชิพคอมพิวเตอร์จากกราฟีนก็น่าจะต้องใช้ระยะเวลาอีกยาวนานทีเดียว

                ขณะเดียวกัน ดร.โทมัส ปาลาซิออส (Dr.Tomas Palacios) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้าแห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาจูเซ็ทส์ (Massachusetts Institute of Technology) สหรัฐอเมริกา ซึ่งทำการวิจัยเกี่ยวกับกราฟีน ก็ให้ความเห็นที่สอดคล้องกันว่า  ในอนาคตอันใกล้และในระยะกลางแล้ว มันก็ยังคงเป็นเรื่องยากมากที่กราฟีนจะเข้ามาแทนที่ซิลิคอนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอีเล็กทรอนิกส์สำหรับคอมพิวเตอร์ได้ โดยให้เหตุผลว่า อุตสาหกรรมเกี่ยวกับซิลิคอนนั้นเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐซึ่งได้หล่อหลอมกระบวนการผลิตซิลิคอนให้มีความสมบูรณ์พร้อมมาเป็นเวลาถึง 40 ปีแล้ว

                นอกจากบรรดาห้องปฏิบัติการของรัฐบาล มหาวิทยาลัย และบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายที่ให้ความสนใจกับกราฟีนอย่างเอาจริงเอาจังแล้ว  กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯหรืเพ็นทาก้อน” (Pentagon) ก็ให้ความสนใจในวัสดุไฮเท็คชนิดนี้ไม่น้อยเช่นกัน โดยได้จัดสรรงบเพื่อการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับกราฟีนไปแล้วประมาณ 22 ล้านเหรียญสหรัฐ

                ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า กราฟีนนับเป็นวัสดุชนิดใหม่ของโลกแห่งนวัตกรรมที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง และเราคงจะได้ยินได้ฟังเรื่องยาวของ กราฟีน กันบ่อยมากขึ้นในอนาคตอันใกล้อย่างแน่อน…

flamingo-002

เราอาจเคยพบเห็นนกฟลามิงโก้ที่กำลังยืนอยู่ด้วยขาเพียงข้างเดียวกันมาบ้าง ไม่ว่าจะเห็นแต่เพียงในรูปภาพหรือเห็นตัวเป็นๆของมันที่อยู่ในสวนสัตว์ที่ไหนสักแห่ง  แต่มีใครเคยนึกฉงนสนเท่ห์บ้างไหมว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

อย่างน้อยก็ยังมีนักวิทยาศาสตร์ 2 คนในสหรัฐอเมริกาที่อยากจะรู้ว่า เหตุใดนกฟลามิงโก้จึงมักยืนอยู่ด้วยขาเพียงข้างเดียว  แม็ทธิว แอนเดอร์สั้นและซาร่าห์ วิลเลี่ยมส์ ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาเปรียบเทียบ(comparative psychologists)ประจำมหาวิทยาลัยเซนต์โจเซฟส์ในเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพ็นซิลเวเนีย ใช้เวลาศึกษาค้นคว้าและสังเกตบรรดานกฟลามิงโก้ที่อยู่ในสวนสัตว์ …….. จนกระทั่งรู้ว่านกชนิดนี้ยืนด้วยขาข้างเดียวเพื่อช่วยปรับอุณหภูมิร่างกายของพวกมัน

แม็ทธิวเล่าว่าเขาสนใจเรื่องราวของนกฟลามิงโก้ด้วยเหตุผลหลายประการ และในเชิงวิทยาศาสตร์แล้วนกชนิดนี้มีธรรมชาติของการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก็ยิ่งทำให้มันเป็นสัตว์ที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นในแง่ที่ว่าอิทธิพลของการอยู่ร่วมกันในสังคมของพวกมันจะส่งผลต่อพฤติกรรมอย่างไรได้บ้าง  นอกจากนี้ มันยังเป็นนกที่มีขนาดใหญ่ มีความสวยงาม และเป็นที่รู้จักกันดีอีกด้วย  เขากล่าวว่า ที่สำคัญก็คือ ผมเองก็ยังแปลกใจว่าทำไมจึงมีการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับนกฟลามิงโก้น้อยมาก

แม็ทธิวและซาร่าได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับนกฟลามิงโก้ในหลายๆด้าน โดยใช้เวลาเฝ้าสังเกตุพฤติกรรมของนกฟลามิงโก้แคริบเบี้ยนในสวนสัตว์ฟิลาเดลเฟีย  และหัวข้อหนึ่งที่พวกเขาให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คือการที่นกฟลามิงโก้มักจะยืนขาเดียว(unipedal resting) ซึ่งได้ตั้งสมมติฐานว่าการที่นกชนิดนี้ยืนขาเดียวนั้นเป็นการช่วยคลายความเมื่อยล้าให้ขาอีกข้างหนึ่งก่อนที่จะสลับมายืนด้วยขาที่ได้พักแล้วในภายหลัง หรือว่าการยืนขาเดียวนั้นจะช่วยให้พวกมันสามารถที่จะออกตัวได้ทันทีเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องหลบหนีศัตรู 

                ปรากฏว่าสมมติฐานข้างต้นไม่ถูกต้องเลย แต่ทั้งสองคนกลับพบว่านกฟลามิงโก้มักจะยืนด้วยขาเพียงข้างเดียวในขณะที่มันแช่อยู่ในน้ำมากกว่าเมื่อยามที่มันอยู่บนบก   พวกเขาจึงสรุปความเห็นได้โดยใช้สมมติฐานทางด้านการปรับอุณหภูมิของร่างกายและเชื่อว่า นกฟลามิงโก้ยืนด้วยขาข้างเดียวเพื่อช่วยให้ร่างกายของพวกมันไม่ถ่ายเทความร้อนลงสู่น้ำหรือไม่ทำให้ร่างกายมันรู้สึกเย็นจนเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่พวกมันต้องเดินท่องน้ำนานๆ

                ยิ่งไปกว่านั้น แม็ทธิวและซาร่ายังพบว่า หลังจากที่นกฟลามิงโก้ยืนด้วยขาข้างใดข้างหนึ่งเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว มันก็จะสลับไปยืนด้วยขาอีกข้างหนึ่งแทน ทั้งนี้เพื่อช่วยไม่ให้ขาที่ใช้ยืนในครั้งแรกนั้นได้รับความเย็นจากน้ำจนนานเกินไป ซึ่งการยืนด้วยขาที่ละข้างอาจจะช่วยลดโอกาสที่จะติดเชื้อราจากน้ำหรือได้รับปรสิตบางชนิดจากน้ำที่มันยืนอยู่ได้ด้วย

brian-tracy-004

เมื่อเร็วๆนี้ ได้พบเห็นข้อคิดของ ไบรอั้น เทรซี่ (Brian Tracy) ปรมาจารย์ทางด้านการพัฒนาตนเองและการฝึกอบรมบุคคลากร ซึ่งแนะนำให้คนที่ต้องการจะประสบความสำเร็จในชีวิตมีแนวทางที่เห็นเป็นรูปธรรมและเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งในด้านการงานและการดำเนินชีวิต  จึงอยากนำมาฝากกันและขอสนับสนุนให้ลองนำไปปฏิบัติ

                ไบรอั้นเสนอแนะให้คุณฝึกวินัยให้ตัวคุณเองลงมือทำสิ่งที่คุณรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่คุณจำเป็นจะต้องทำเพื่อก้าวสู่ความเป็นเลิศในสายงานหรือวิชาชีพของคุณ   เขาให้ข้อคิดว่า การฝึกวินัยให้ตัวเองนั้นเป็นความสามารถที่จะช่วยทำให้ตัวคุณลงมือทำในสิ่งที่ควรทำในช่วงเวลาที่ควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง…ไม่ว่าคุณจะอยากทำสิ่งนั้นหรือไม่ก็ตาม

                เขาชี้ให้เห็นว่า มันเป็นเรื่องง่ายมากที่คนเราจะทำอะไรสักอย่างเมื่อยามที่เรารู้สึกว่าเราอยากจะทำสิ่งนั้น   แต่ที่จริงแล้ว เมื่อใดก็ตามที่คุณไม่รู้สึกว่าอยากจะทำมัน แล้วคุณสามารถที่จะบังคับใจตนเองให้ลงมือทำสิ่งนั้น(สิ่งที่ดีงาม)ได้ นั่นแหละ ที่จะช่วยทำให้คุณสามารถนำพาชีวิตและหน้าที่การงานของคุณไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

                หากจะถามว่า แล้วอะไรบ้างเล่าที่เราจะต้องตัดสินใจใน วันนี้เพื่อที่จะช่วยให้ตัวเราเริ่มเคลื่อนไปข้างหน้าและก้าวไปสู่ความเป็นเลิศในสายงานของเราได้?  ไบรอั้นก็ให้ข้อคิดต่อไปว่า  อะไรก็ตาม ไม่ว่าจะต้องเริ่มทำเป็นครั้งแรกหรือจะต้อง ละเว้น เป็นครั้งแรก  เราจะต้องตัดสินใจวันนี้และเริ่มทำในทันที  สิ่งที่เรา เริ่มทำ หรือ ละเว้นเพียงหนึ่งเดียวในวันนี้อาจะเปลี่ยนแปลงวิถึชีวิตของเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ในที่สุด  ซึ่งเขาได้สรุปไว้เป็นหัวเรื่องเอาไว้ว่าเป็น บันได 7 ขั้นสู่ความสำเร็จ (Seven Steps to Success)

                ไบรอั้นบอกว่า บันได 7 ขั้นสู่ความสำเร็จ ที่ว่านี้อาจเรียกได้ว่าเป็นเคล็ด(ไม่)ลับที่เปรียบเสมือน สูตรไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งคุณก็สามารถนำไปใช้ในการวางเป้าหมายและเดินไปสู่เป้าหมายนั้นเพื่อให้ชีวิตประสบความสำเร็จนั้นมีผู้คนจำนวนมากนำไปฏิบัติหรือนำไปปรับเปลี่ยนและประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมในลักษณะเป็นขั้นเป็นตอน ดังนี้

                บันไดขั้นที่ 1  ตัดสินใจเสียก่อนว่าคุณต้องการอะไร

                ตัดสินใจให้แน่วแน่และชัดเจนว่าคุณต้องการอะไรในแต่ละด้านของชีวิต  ตีกรอบให้สิ่งที่คุณต้องการนั้นมีความเฉพาะเจาะจงลงไปและมีความหมายเด่นชัด อย่างกำหนดขึ้นมาเพียงกว้างๆ

                บันไดขั้นที่ 2  เขียนมันลงไปบนกระดาษ

                เขียนสิ่งที่คุณต้องการลงไปบนแผ่นกระดาษ ให้มีความชัดเจนและมีรายละเอียดเพียงพอ   ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า “Always think on paper” คือคิดอะไรก็จดลงไปบนกระดาษเสมอ  ทั้งนี้เพราะเป้าหมายอะไรที่ไม่ได้มีการแปลงเป็นตัวอักษรให้อยู่บนแผ่นกระดาษนั้นก็ไม่อาจเรียกมันได้ว่าเป็น เป้าหมาย  ด้วยเหตุที่มันยังคงเป็นได้แค่เพียงความปรารถนาเท่านั้นและไม่มีพลังในตัวของมันเองเพียงพอ(ที่จะช่วยผลักดันให้เจ้าของเป้าหมายนั้นๆเคลื่อนที่ไปได้)อีกด้วย   ความปรารถนาที่ไม่ได้เป็นเป้าหมายอย่างแท้จริงมักจะเลื่อนลอย และในที่สุดแล้วมันก็จะลอยตามลมไปในที่สุด

                บันไดขั้นที่ 3  กำหนดเวลาที่จะบรรลุเป้าหมาย

                เวลาที่เราต้องการจะบรรลุเป้าหมายนั้นๆให้ได้อาจเรียกได้ว่า เส้นตาย (deadline) ดังที่หลายๆคนนิยมใช้กัน  การกำหนดเส้นตายให้แก่เป้าหมายแต่ละเป้าหมายนั้นมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้เพราะ เส้นตาย นั้นจะทำหน้าที่เป็นตัวบังคับอยู่ภายในจิตใต้สำนึกของผู้ตั้งเป้าหมาย พร้อมๆกับเป็นตัวกระตุ้นให้บุคคลผู้นั้นทำสิ่งต่างๆที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว  หากเป้าหมายที่ตั้งขึ้นมาเป็นเป้าหมายที่มีขนาดใหญ่ เราก็ควรจะต้องแบ่งเส้นตายนั้นออกมาเป็นส่วนย่อยๆสำหรับการบรรลุส่วนย่อยๆของเป้าหมายนั้นเช่นกัน  อย่าปล่อยให้ความสำเร็จที่จะบรรลุเป้าหมายของคุณขึ้นอยู่กับโชคชะตาหรือฟ้าดิน

                บันไดขั้นที่ 4  จัดทำรายการของสิ่งต่างๆที่จะต้องทำ

                จัดทำรายการของสิ่งต่างๆที่คุณจะต้องทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แจกแจงออกมาให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้หรือคิดขึ้นมาได้   หากคิดอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาได้เมื่อไร ไม่ว่าจะเป็นการทำอะไรหรือกิจกรรมอะไรสักอย่าง ก็จงเขียนเพิ่มเติมเข้าไปในรายการดังกล่าวไปเรื่อยๆจนกว่าจะเชื่อมั่นว่ารายการดังกล่าวมีความครบถ้วนที่สุดแล้ว

                บันไดขั้นที่ 5  จัดทำแผนงานจากรายการของสิ่งต่างๆที่จะต้องทำ

                นำเอาบรรดาสิ่งต่างๆที่จะต้องทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายมากำหนดเป็นแผนงาน โดยระบุลงไปให้ชัดเจนว่าสิ่งใดที่คุณจะต้องทำเป็นลำดับแรก ลำดับที่ 2 และลำดับต่อๆไปจนกระทั่งบรรลุเป้าหมาย  แน่นอน…สิ่งที่สำคัญที่สุดควรจะเป็นสิ่งที่คุณจะต้องลงมือทำก่อนสิ่งอื่นใด ต่อจากนั้นก็จะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญลดหลั่นกันลงไป  นำสิ่งต่างๆเหล่านั้นมาเขียนลงไปบนกระดาษในเหมือนราวกับว่าคุณกำลังทำพิมพ์เขียวสำหรับการสร้างบ้านในฝันของคุณนั่นเอง

            บันไดขั้นที่ 6  ลงมือทำตามแผนงาน

                บันไดขั้นนี้นับได้ว่าเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมากที่สุด ทั้งนี้เพราะว่าถ้าคุณทำขั้นตอนต่างๆอันเป็นบันไดขั้นต่างๆมาจนครบถ้วนแล้ว แต่คุณไม่ ลงมือทำ เสียที มันก็จะทำให้สิ่งต่างๆที่ดีเลิศทั้งหลายที่คุณทำมาก่อนหน้านี้จะไร้ผลอย่างสิ้นเชิง  ดังนั้น จงลงมือทำตามแผนงานของคุณทันที  ลุย…ลุย…ลุย…

            บันไดขั้นที่ 7  ทำทุกวัน

                บันไดขั้นนี้ก็มีความสำคัญมากเช่นกัน  คุณจะต้องทำอะไรสักอย่างตามแผนที่วางไว้ทุกๆวันเพื่อช่วยให้คุณสามารถที่จะเคลื่อนตัวเองไปในทิศทางที่วางไว้ซึ่งคุณมั่นใจแล้วว่ามันจะสามารถนำพาคุณไปสู่ความสำเร็จได้จริงๆ   คุณจะต้องฝึกสิ่งนี้อย่างมีวินัยเพื่อให้เกิดเป็นนิสัยที่ดี

 

                และเพื่อช่วยให้คุณเริ่มนำเอาข้อคิดของเขาไปปฏิบัติได้ง่ายขึ้น ไบรอั้นได้แนะนำให้คุณเริ่มปฏิบัติ 2 ขั้นตอนหลักๆ ดังต่อไปนี้

                ขั้นตอนที่ 1  ตัดสินใจให้แจ่มชัดว่าคุณต้องการอะไร(เริ่มที่ 1 อย่างก่อน)ขึ้นมาเป็นเป้าหมาย เขียนสิ่งที่ต้องการนั้นลงบนแผ่นกระดาษโดยมีกำหนดเวลาหรือเส้นตายกำหนดไว้ว่าต้องการสิ่งนั้นภายในวัน เดือน ปีที่เท่าไร  จัดทำแผนการดำเนินงานเพื่อให้ได้สิ่งนั้นขึ้นมา และลงมือทำตามแผนที่วางไว้นั้น   ทำขั้นตอนนี้ภายในวันนี้เสียเลย

                ขั้นตอนที่ 2  ประเมินดูว่าคุณจะต้องแลกกับอะไรบ้างหรือจะต้องใช้ทรัพยากรอะไรบ้างในการที่จะให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ เช่น เวลา การกระทำอะไรบางอย่างหรือการเลิกทำอะไรบางอย่าง บุคคลากร และอื่นๆ  แล้วเริ่มลงมือทำได้เลยเช่นกัน

หมายเหตุ (Editor’s Note)

  • หมายเหตุ (Editor’s Note): หมายเหตุ (Editor’s Note) - กรกฎาคม 13th, 2009
    ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาสาระของ “ทวิตตี้ ออนไลน”  ใคร่ขอชี้แจงในเบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้ภาษาไทยในการถ่ายทอดเนื้อหาสาระทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซท์สักเล็กน้อย...   เนื่องจากคณะผู้จัดทำเล็งเห็นว่าในการนำเอาเนื้อหาสาระที่เป็นภาษาอังกฤษมา “ถอดความ” (ไม่ใช่ “แปล”) เป็นภาษาไทย แล้วนำ...

    Most Commented