<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สรรพสาระอันควรค่าแก่การรับรู้และการเรียนรู้จากทั่วทุกมุมโลก</title>
	<atom:link href="http://www.twittyonline.com/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.twittyonline.com</link>
	<description>The World In Thai To You Online</description>
	<lastBuildDate>Tue, 05 Apr 2011 16:56:12 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.2</generator>
		<item>
		<title>“ลาร์รี่ เพจ” กลับมาทำงานในตำแหน่งประธานบริหารของกูเกิ้ลอีกครั้ง</title>
		<link>http://www.twittyonline.com/%e2%80%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%88%e2%80%9d-%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2</link>
		<comments>http://www.twittyonline.com/%e2%80%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%88%e2%80%9d-%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 05 Apr 2011 16:45:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[ไอที]]></category>
		<category><![CDATA[Googel Inc.]]></category>
		<category><![CDATA[Larry Page]]></category>
		<category><![CDATA[กูเกิ้ล]]></category>
		<category><![CDATA[ลาร์รี่ เพจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.twittyonline.com/?p=120</guid>
		<description><![CDATA[    ลาร์รี่ เพจ (Larry Page) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิ้ล(Google Inc.) ก้าวเข้ารับตำแหน่งประธานบริหาร(Chief Executive Officer) หรือที่เรียกกันว่า “ซีอีโอ”(CEO) ของบริษัทอย่างเป็นทางการอีกครั้งนับตั้งแต่วันจันทร์ที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา                 ลาร์รี่ เพจ ซึ่งปัจจุบันมีอายุครบ 38 ปีแล้ว เคยดำรงตำแหน่งเป็นประธานบริหารของกูเกิ้ลมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อตอนที่เขาและเซอร์จี้ บริน (Sergey Brin)ก่อตั้งกูเกิ้ลขึ้นมาใหม่ๆ แต่ก็ก้าวลงจากตำแหน่งดังกล่าวและนำเอาอีริค ชมิดท์ (Eric Schmidt)อดีตประธานบริษัทและประธานบริหารของโนเวล(Novell Inc.) ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่าเข้ามาเป็นผู้บริหารกูเกิ้ลเมื่อปีค.ศ. 2001                 การเข้ามารับตำแหน่งสำคัญของลาร์รี่ในครั้งนี้เป็นย่างก้าวที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับกูเกิ้ลในสถานการณ์ที่กูเกิ้ลกำลังเติบโตท่ามกลางการแข่งอันเข้มข้นในธุรกิจอินเทอร์เน็ตและยังได้รับแรงบีบคั้นจากการจับตาของคณะกรรมการด้านการค้าทั้งในสหรัฐอเมริกาและในประเทศทางยุโรปว่าการดำเนินธุรกิจของกูเกิ้ลจะเป็นการผูกขาดทางการค้าด้วยหรือไม่                 ส่วนอีริค ชมิดท์ ผู้ที่กำลังจะมีอายุครบ 56 ปีในวันที่ 27 เมษายนนี้ ก็จะก้าวไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร(Executive Chairman) และประธานด้านการประสานงาน (Chief Liaison)ของบริษัท ในขณะเดียวกันเซอร์จี้ บริน ก็จะยังคงดำรงตำแหน่งเป็นเพียงผู้ร่วมก่อตั้ง(Co-founder)ดังเดิม ซึ่งเชื่อกันว่าเซอร์จี้จะช่วยงานในด้านการดูแลโครงการระยะยาวของบริษัท โดยปล่อยให้ลาร์รี่สาละวนอยู่กับการดำเนินงานของบริษัทในแต่ละวัน                 อีริคซึ่งร่วมงานกับกูเกิ้ลในฐานะประธานบริษัท(Chairman)มาตั้งแต่เดือนมีนาคม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong> <a href="http://www.twittyonline.com/wp-content/uploads/2011/04/Larry-Page3.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-127" title="Larry Page" src="http://www.twittyonline.com/wp-content/uploads/2011/04/Larry-Page3-274x300.jpg" alt="" width="274" height="300" /></a></strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>ลาร์รี่ เพจ </strong><strong>(Larry Page)</strong><strong> หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง</strong><strong>กูเกิ้ล</strong><strong>(Google Inc.) ก้าวเข้ารับตำแหน่งประธานบริหาร(Chief Executive Officer) หรือที่เรียกกันว่า “ซีอีโอ”(CEO) ของบริษัทอย่างเป็นทางการอีกครั้งนับตั้งแต่วันจันทร์ที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา</strong><strong></strong></p>
<p>                ลาร์รี่ เพจ ซึ่งปัจจุบันมีอายุครบ 38 ปีแล้ว เคยดำรงตำแหน่งเป็นประธานบริหารของกูเกิ้ลมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อตอนที่เขาและเซอร์จี้ บริน (Sergey Brin)ก่อตั้งกูเกิ้ลขึ้นมาใหม่ๆ แต่ก็ก้าวลงจากตำแหน่งดังกล่าวและนำเอาอีริค ชมิดท์ (Eric Schmidt)อดีตประธานบริษัทและประธานบริหารของโนเวล(Novell Inc.) ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่าเข้ามาเป็นผู้บริหารกูเกิ้ลเมื่อปีค.ศ. 2001</p>
<p>                การเข้ามารับตำแหน่งสำคัญของลาร์รี่ในครั้งนี้เป็นย่างก้าวที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับกูเกิ้ลในสถานการณ์ที่กูเกิ้ลกำลังเติบโตท่ามกลางการแข่งอันเข้มข้นในธุรกิจอินเทอร์เน็ตและยังได้รับแรงบีบคั้นจากการจับตาของคณะกรรมการด้านการค้าทั้งในสหรัฐอเมริกาและในประเทศทางยุโรปว่าการดำเนินธุรกิจของกูเกิ้ลจะเป็นการผูกขาดทางการค้าด้วยหรือไม่</p>
<p>                ส่วนอีริค ชมิดท์ ผู้ที่กำลังจะมีอายุครบ 56 ปีในวันที่ 27 เมษายนนี้ ก็จะก้าวไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร(Executive Chairman) และประธานด้านการประสานงาน (Chief Liaison)ของบริษัท ในขณะเดียวกันเซอร์จี้ บริน ก็จะยังคงดำรงตำแหน่งเป็นเพียงผู้ร่วมก่อตั้ง(Co-founder)ดังเดิม ซึ่งเชื่อกันว่าเซอร์จี้จะช่วยงานในด้านการดูแลโครงการระยะยาวของบริษัท โดยปล่อยให้ลาร์รี่สาละวนอยู่กับการดำเนินงานของบริษัทในแต่ละวัน</p>
<p>                อีริคซึ่งร่วมงานกับกูเกิ้ลในฐานะประธานบริษัท(Chairman)มาตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ. 2001 และรับตำแหน่งซีอีโอของกูเกิ้ลในเดือนสิงหาคมของปีเดียวกัน ก็กล่าวถึงการเข้ารับตำแหน่งประธานบริหารของลาร์รี่ เพจ ในครั้งนี้ว่า “ผมค่อนข้างจะมั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะส่งผลให้การตัดสินใจในเรื่องต่างๆจะสามารถทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น และก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มมากขึ้นแก่บรรดาผู้ถือหุ้นของบริษัทในท้ายที่สุด”</p>
<p>                ลาร์รี่ หรือชื่อจริงว่า “ลอว์เร็นซ์ เอ็ดเวิร์ด เพจ” (Lawrence Edward Page) เกิดวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 1973 ที่เมืองอีสต์แลนซิ่ง รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา  ลาร์รี่เป็นลูกชายคนที่ 2 ของดร.คาร์ล เพจ(Dr. Carl Page) อาจารย์สอนวิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยมิชิแกนสเตท(Michigan State University)และกลอเรีย เพจ(Gloria Page) อาจารย์ทางด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยแห่งเดียวกันซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองอีสต์แลนซิ่งนั่นเอง  พี่ชายของลาร์รี่คือ คาร์ล เพจ จูเนียร์(Carl Page Jr.)เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง “อีกรุ๊ปส์”(eGroups) ซึ่งต่อมาก็ได้ขายกิจการให้กับยาฮู้(Yahoo!)ด้วยสนนราคาราว 500 ล้านเหรียญสหรัฐ</p>
<p>ลาร์รี่ได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยมทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน(University of Michigan) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองแอนอาร์เบอร์ของรัฐมิชิแกน และได้รับปริญญาโททางด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด(Stanford University) ที่เมืองปาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย อันเป็นสถานที่ที่โชคชะตากำหนดให้เขาได้พบกับเซอร์เกย์ มิคายโลวิช บริน (Sergey Mikhaylovich Brin) หรือที่เรียกขานกันว่า “เซอร์จี้ย์ บริน” เพื่อนนักศึกษาระดับปริญญาเอกที่มีเชื้อสายรัสเซียของมหาวิทยาลัยแห่งนี้เมื่อปีค.ศ.  1995  โดยลาร์รี่มีความสนใจในเรื่องที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตและเซอร์จี้ย์นั้นมีความสนใจในด้านการค้นหาและการจัดการกับข้อมูลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  งานวิจัยของทั้งสองคนได้กลายมาเป็นหัวข้อของการทำวิทยานิพนธ์ร่วมกัน  และแล้วในช่วงฤดูร้อนของปี 1998 นั้นเองทั้งสองคนก็ตัดสินใจที่จะขอพักการศึกษาของพวกเขาเอาไว้ก่อนและตั้งบริษัท กูเกิ้ล (Google Inc.) ขึ้นมาเมื่อวันที่ 4 กันยายน ค.ศ. 1998</p>
<img src="http://www.twittyonline.com/?ak_action=api_record_view&id=120&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.twittyonline.com/%e2%80%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%88%e2%80%9d-%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“แอปเปิ้ล” (Apple Inc) เตรียมนำระบบปฏิบัติการ “สโนว เลียวพาร์ด” วางตลาดในสหรัฐฯพรุ่งนี้</title>
		<link>http://www.twittyonline.com/%e2%80%9c%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a5%e2%80%9d-apple-inc-%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b0</link>
		<comments>http://www.twittyonline.com/%e2%80%9c%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a5%e2%80%9d-apple-inc-%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b0#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 27 Aug 2009 14:50:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าว]]></category>
		<category><![CDATA[ไอที]]></category>
		<category><![CDATA[Apple Inc]]></category>
		<category><![CDATA[Mac OS X]]></category>
		<category><![CDATA[Snow Leopard]]></category>
		<category><![CDATA[วินโดวส์ 7]]></category>
		<category><![CDATA[สโนว เลียวพาร์ด]]></category>
		<category><![CDATA[แม็คอินทอช]]></category>
		<category><![CDATA[แอปเปิ้ล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.twittyonline.com/?p=104</guid>
		<description><![CDATA[บริษัท แอปเปิ้ล ตัดสินใจนำระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุดที่ขนานนามว่า “สโนว เลียวพาร์ด” (Snow Leopard) ออกสู่ตลาดในวันพรุ่งนี้ แทนกำหนดเดิมที่วางไว้เป็นเดือนกันยายนนี้ อันเป็นการวางตลาดก่อน “วินโดวส์ 7” (Windows 7)ของไมโครซอฟท์ถึงราว 2 เดือน                 “สโนว เลียวพาร์ด” นับเป็นระบบปฏิบัติการรุ่น 10.6 สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์แม็คอินทอช (Mac OS X version 10.6) ซึ่งทางบริษัท แอปเปิ้ล เองกล้าหาญที่จะเอ่ยอ้างว่าเป็น “ระบบปฏิบัติการใหม่ที่ล้ำหน้าที่สุดของโลก ที่ได้รับการปรับแต่งขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน” (The world’s most advanced operating system. Finely tuned.)                 ส่วนหนึ่งของพัฒนาการที่บังเกิดขึ้นใน “สโนว เลียวพาร์ด” ได้แก่การบรรจุโปรแกรมต่างๆที่สนับสนุนการใช้งานร่วมกับซอฟท์แวร์ “เอ็กซ์เชนจ์ เซิร์ฟเว่อร์” ของไมโครซอฟท์ (Microsoft Exchange Server)ซึ่งใช้งานในองค์กรจำนวนมากมายได้เป็นอย่างดี                 บริษัท แอปเปิ้ล ชี้แจงว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><a href="http://www.twittyonline.com/wp-content/uploads/2009/08/apples-snow-leopard.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-105" title="apples-snow-leopard" src="http://www.twittyonline.com/wp-content/uploads/2009/08/apples-snow-leopard.jpg" alt="apples-snow-leopard" width="475" height="475" /></a></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">บริษัท แอปเปิ้ล ตัดสินใจนำระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุดที่ขนานนามว่า </span></strong><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">“<span lang="TH">สโนว เลียวพาร์ด</span>”<span lang="TH"> </span>(Snow Leopard) <span lang="TH">ออกสู่ตลาดในวันพรุ่งนี้ แทนกำหนดเดิมที่วางไว้เป็นเดือนกันยายนนี้ อันเป็นการวางตลาดก่อน </span>“<span lang="TH">วินโดวส์ 7</span>”<span lang="TH"> </span>(Windows 7)<span lang="TH">ของไมโครซอฟท์ถึงราว 2 เดือน </span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span></span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">“<span lang="TH">สโนว เลียวพาร์ด</span>”<span lang="TH"> นับเป็นระบบปฏิบัติการรุ่น 10.6 สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์แม็คอินทอช </span>(Mac OS X version 10.6)<span lang="TH"> ซึ่งทางบริษัท แอปเปิ้ล เองกล้าหาญที่จะเอ่ยอ้างว่าเป็น </span>“<span lang="TH">ระบบปฏิบัติการใหม่ที่ล้ำหน้าที่สุดของโลก ที่ได้รับการปรับแต่งขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน</span>”<span lang="TH"> </span>(The world’s most advanced operating system. Finely tuned.) </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span>ส่วนหนึ่งของพัฒนาการที่บังเกิดขึ้นใน </span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">“<span lang="TH">สโนว เลียวพาร์ด</span>”<span lang="TH"> ได้แก่การบรรจุโปรแกรมต่างๆที่สนับสนุนการใช้งานร่วมกับซอฟท์แวร์ </span>“<span lang="TH">เอ็กซ์เชนจ์ เซิร์ฟเว่อร์</span>”<span lang="TH"> ของไมโครซอฟท์ </span>(Microsoft Exchange Server)<span lang="TH">ซึ่งใช้งานในองค์กรจำนวนมากมายได้เป็นอย่างดี</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span>บริษัท แอปเปิ้ล ชี้แจงว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">“<span lang="TH">สโนว เลียวพาร์ด</span>”<span lang="TH"> จะมีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของระบบปฏิบัติการเดิมหรือ </span>“<span lang="TH">เลียวพาร์ด</span>”<span lang="TH"> นั่นเอง โดยเครื่องคอมพิวเตอร์แม็ค</span>(Mac)<span lang="TH">ที่จะใช้ </span>“<span lang="TH">สโนว เลียวพาร์ด</span>”<span lang="TH"> จะต้องมีพื้นที่ว่างในดิสก์เพียง 5 กิกะไบต์ ซึ่งจะช่วยให้มีพื้นที่ใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 7 กิกะไบต์<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>นอกจากนี้ เครื่องคอมพิวเตอร์นั้นๆจะต้องมีขนาดของ </span>“<span lang="TH">แรม</span>”<span lang="TH"> หรือ </span>“RAM” (Random Access Memory)<span lang="TH"> อย่างน้อย 1 กิกะไบต์ และใช้ หน่วยประมวลผล</span>(processor) <span lang="TH">ของอินเทล </span>(Intel Corp)</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span><span lang="TH">สำหรับผู้ที่ใช้งานระบบปฏิบัติการรุ่น 10.5 (</span>“<span lang="TH">เลียวพาร์ด</span>”<span lang="TH">) ก็สามารถที่จะปรับให้เป็น </span>“<span lang="TH">สโนว เลียวพาร์ด</span>”<span lang="TH"> ก็จะมีสนนราคาอยู่ที่ 29 เหรียญสหรัฐในกรณีที่มีผู้ใช้งานคนเดียว</span>(single user)<span lang="TH"> และ 49 เหรียญสหรัฐในกรณีที่มีผู้ใช้งานไม่เกิน 5 คน<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ส่วนผู้ที่ใช้ระบบปฏิบัติการรุ่น 10.4 หรือ </span>“<span lang="TH">ไทเก้อร์</span>”<span lang="TH"> (</span>Tiger) <span lang="TH">หากต้องการจะปรับให้เป็น </span>“<span lang="TH">สโนว เลียวพาร์ด</span>”<span lang="TH"> จะมีค่าใช้จ่าย 169 เหรียญสหรัฐในกรณีที่มีผู้ใช้งานคนเดียว</span>(single user)<span lang="TH"> และ 229 เหรียญสหรัฐในกรณีที่มีผู้ใช้งานไม่เกิน 5 คน</span></span></p>
<p><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-fareast-font-family: 'Times New Roman'; mso-ansi-language: EN-US; mso-fareast-language: EN-US; mso-bidi-language: TH;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span>ส่วนผู้ที่ซื้อเครื่อง </span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-fareast-font-family: 'Times New Roman'; mso-ansi-language: EN-US; mso-fareast-language: EN-US; mso-bidi-language: TH;">“<span lang="TH">แม็ค</span>”<span lang="TH"> ในช่วงวันที่ 8 มิถุนายน </span>–<span lang="TH"> 26 ธันวาคม ศกนี้ โดยที่เครื่องแม็คยังมีระบบปฏิบัติการรุ่นเดิมติดตั้งอยู่ก็สามารถปรับมาใช้ </span>“<span lang="TH">สโนว เลียวพาร์ด</span>” <span lang="TH">ได้โดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพียง 99.95 เหรียญสหรัฐ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ทั้งนี้ ลูกค้าในส่วนนี้จะต้องขอปรับหรือ </span>“<span lang="TH">อัพเกรด</span>”<span lang="TH"> ภายในระยะเวลา 30 วันนับตั้งแต่การซื้อเครื่องแม็คมา แต่จะต้องไม่เกินวันที่ 26 ธันวาคม ศกนี้</span></span></p>
<img src="http://www.twittyonline.com/?ak_action=api_record_view&id=104&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.twittyonline.com/%e2%80%9c%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a5%e2%80%9d-apple-inc-%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b0/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“กราฟีน” (Graphene) &#8212; วัสดุที่แกร่งกว่าเพ็ชร แต่ม้วนและพับได้!!!</title>
		<link>http://www.twittyonline.com/%e2%80%9c%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9f%e0%b8%b5%e0%b8%99%e2%80%9d-graphene-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%88</link>
		<comments>http://www.twittyonline.com/%e2%80%9c%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9f%e0%b8%b5%e0%b8%99%e2%80%9d-graphene-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%88#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 27 Aug 2009 14:39:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[Graphene]]></category>
		<category><![CDATA[Massachusetts Institute of Technology]]></category>
		<category><![CDATA[University of Manchester]]></category>
		<category><![CDATA[กราฟีน]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาแมนเชสเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[สถาบันเทคโนโลยีแมสซาจูเซ็ทส์]]></category>
		<category><![CDATA[อังเดร เจอิม]]></category>
		<category><![CDATA[เพชร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.twittyonline.com/?p=99</guid>
		<description><![CDATA[เป็นที่รับรู้กันมานานมากแล้วว่า “เพชร” (diamond) เป็นสิ่งที่แข็งที่สุดในโลก   แต่ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาชื่อ “กราฟีน” (graphene) ก็ได้รับความสนใจกันมากขึ้น  ไม่เพียงด้วยสาเหตุที่วัสดุชนิดนี้มีความแข็งแกร่งกว่าเพชรเท่านั้น แต่ด้วยคุณสมบัติที่มันสามารถเป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดีกว่า “ซิลิคอน” (silicon) ซึ่งใช้ทำชิพคอมพิวเตอร์อยู่ในปัจจุบันถึงราว 100 เท่าตัวก็ยิ่งทำให้กราฟีนน่าสนใจมากขึ้นไปอีก                 กราฟีนได้รับการเรียกขานกันในแวดวงวิทยาศาสตร์ว่าเป็น “วัสดุมหัศจรรย์” นั้นเป็นอัญรูป(allotrope)หรือรูปแบบหนึ่งของคาร์บอนเช่นเดียวกันกับเพชรและกราไฟต์  แต่กราฟีนนั้นจะประกอบขึ้นด้วยอะตอมของคาร์บอนที่เกาะกันเป็นรูปหกเหลี่ยมซึ่งเกาะอยู่บนระนาบเดียวกันไปเรื่อยๆจนมีลักษณะเป็นแผ่นที่มีความกว้างและความยาวคล้ายกับแผงลวดตาข่ายที่ใช้ทำกรงสัตว์  ซึ่งถึงแม้ว่ากราฟีนจะมีความแกร่งกว่าเพชรก็ตาม แต่มันก็สามรถม้วนหรือพับได้ด้วย ส่วนความหนานั้นจะเท่ากับความหนาของคาร์บอนเพียงอะตอมเดียว หรือประมาณ 0.34 นาโนเมตร (nanometre) ซึ่ง 1 นาโนเมตรจะเท่ากับเศษ 1 ส่วน 1,000,000,000 ของ 1 เมตร หรือ เศษ 1 ส่วน 1,000,000 ของ 1 มิลลิเมตร  ส่วนเพชรจะมีรูปทรงแปดเหลี่ยม ในขณะที่กราไฟต์นั้นก็จะประกอบด้วยกราฟีนที่มาซ้อนกันเป็นชั้นๆนั่นเอง                 ในปีค.ศ. 2004  นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ และสถาบันเทคโนโลยีไมโครอีเล็กทรอนิกส์ ในเมืองเชอร์โนโกลอฟก้า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><a href="http://www.twittyonline.com/wp-content/uploads/2009/08/graphene-001.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-100" title="graphene-001" src="http://www.twittyonline.com/wp-content/uploads/2009/08/graphene-001.jpg" alt="graphene-001" width="636" height="530" /></a></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">เป็นที่รับรู้กันมานานมากแล้วว่า </span></strong><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">“<span lang="TH">เพชร</span>” (diamond) <span lang="TH">เป็นสิ่งที่แข็งที่สุดในโลก<span style="mso-spacerun: yes;">  </span><span style="mso-spacerun: yes;"> </span>แต่ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาชื่อ </span>“<span lang="TH">กราฟีน</span>” (graphene)<span lang="TH"> ก็ได้รับความสนใจกันมากขึ้น<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ไม่เพียงด้วยสาเหตุที่วัสดุชนิดนี้มีความแข็งแกร่งกว่าเพชรเท่านั้น แต่ด้วยคุณสมบัติที่มันสามารถเป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดีกว่า </span>“<span lang="TH">ซิลิคอน</span>”<span lang="TH"> </span>(silicon)<span lang="TH"> ซึ่งใช้ทำชิพคอมพิวเตอร์อยู่ในปัจจุบันถึงราว 100 เท่าตัวก็ยิ่งทำให้กราฟีนน่าสนใจมากขึ้นไปอีก </span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span>กราฟีนได้รับการเรียกขานกันในแวดวงวิทยาศาสตร์ว่าเป็น </span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">“<span lang="TH">วัสดุมหัศจรรย์</span>”<span lang="TH"> นั้นเป็นอัญรูป</span>(allotrope)<span lang="TH">หรือรูปแบบหนึ่งของคาร์บอนเช่นเดียวกันกับเพชรและกราไฟต์<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แต่กราฟีนนั้นจะประกอบขึ้นด้วยอะตอมของคาร์บอนที่เกาะกันเป็นรูปหกเหลี่ยมซึ่งเกาะอยู่บนระนาบเดียวกันไปเรื่อยๆจนมีลักษณะเป็นแผ่นที่มีความกว้างและความยาวคล้ายกับแผงลวดตาข่ายที่ใช้ทำกรงสัตว์</span><span style="mso-spacerun: yes;">  </span><span lang="TH">ซึ่งถึงแม้ว่ากราฟีนจะมีความแกร่งกว่าเพชรก็ตาม แต่มันก็สามรถม้วนหรือพับได้ด้วย</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">ส่วนความหนานั้นจะเท่ากับความหนาของคาร์บอนเพียงอะตอมเดียว หรือประมาณ 0.34 นาโนเมตร </span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">(nanometre) <span lang="TH">ซึ่ง 1 นาโนเมตรจะเท่ากับเศษ 1 ส่วน 1,000,000,000 ของ 1 เมตร หรือ เศษ 1 ส่วน 1,000,000 ของ 1 มิลลิเมตร<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ส่วนเพชรจะมีรูปทรงแปดเหลี่ยม ในขณะที่กราไฟต์นั้นก็จะประกอบด้วยกราฟีนที่มาซ้อนกันเป็นชั้นๆนั่นเอง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span>ในปีค.ศ. 2004<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ และสถาบันเทคโนโลยีไมโครอีเล็กทรอนิกส์ ในเมืองเชอร์โนโกลอฟก้า ประเทศรัสเซีย ได้ทำการแยกกราฟีนออกมาจากแผ่นกราไฟต์และทำการศึกษาคุณสมบัติของกราฟีนอย่างจริงจัง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>พวกเขาพบว่า ปกติแล้วเราจะไม่พบกราฟีนอยู่โดดๆในธรรมชาติ แต่จะอยู่ซ้อนกันเป็นชั้นๆในรูปของกราไฟต์ซึ่งนิยมนำมาใช้ทำเป็นไส้ดินสอ <span style="mso-spacerun: yes;">  </span>และหลังจากนั้นมา นักฟิสิกส์ นักเคมี และวิศวกรอีเล็กทรอนิกส์ในห้องปฏิบัติการทั้งหลายทั่วโลกต่างก็หันมาให้ความสนใจในกราฟีนกันอย่างล้นหลาม</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span>นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้พบว่า กราฟีนมีศักยภาพสูงในอันที่จะนำมาพัฒนาส่วนประกอบของอุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์หลายชนิด ได้แก่ จอภาพที่ใช้งานด้วยการสัมผัส</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">(touch screens)<span lang="TH"> แผงโซล่าร์เซล<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>อุปกรณ์กักเก็บพลังงาน โทรศัพท์มือถือ และชิพคอมพิวเตอร์ความเร็วสูง เป็นต้น</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-tab-count: 1;"><span style="font-size: small;">                </span></span></span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH">อย่างไรก็ตาม ดร.อังเดร </span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">เจอิม </span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">(Dr.Andre Geim)</span><span style="font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH">ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยา</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">แมนเชสเตอร์</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH"> (University of Manchester) ซึ่งเป็นผู้ค้นพบกราฟีนเป็นคนแรก ให้ความเห็นเพียงว่า ถึงแม้กราฟีนจะสามารถนำไฟฟ้าได้ดีกว่าซิลิคอนถึงประมาณ 100 เท่าตัวก็ตาม แต่การที่จะพัฒนาชิพคอมพิวเตอร์จากกราฟีนก็น่าจะต้องใช้ระยะเวลาอีกยาวนานทีเดียว </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-tab-count: 1;"><span style="font-size: small;">                </span></span></span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH">ขณะเดียวกัน ดร.โทมัส ปาลาซิออส </span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">(Dr.Tomas Palacios) </span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH">ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้าแห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาจูเซ็ทส์ </span><span style="font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="font-size: small;">(</span></span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">Massachusetts Institute of Technology)<span lang="TH"> สหรัฐอเมริกา ซึ่งทำการวิจัยเกี่ยวกับกราฟีน</span></span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH"> ก็ให้ความเห็นที่สอดคล้องกันว่า<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ในอนาคตอันใกล้และในระยะกลางแล้ว มันก็ยังคงเป็นเรื่องยากมากที่กราฟีนจะเข้ามาแทนที่ซิลิคอนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอีเล็กทรอนิกส์สำหรับคอมพิวเตอร์ได้ โดยให้เหตุผลว่า </span><span style="font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="font-size: small;">“</span></span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH">อุตสาหกรรมเกี่ยวกับซิลิคอนนั้นเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐซึ่งได้หล่อหลอมกระบวนการผลิตซิลิคอนให้มีความสมบูรณ์พร้อมมาเป็นเวลาถึง 40 ปีแล้ว</span><span style="font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="font-size: small;">”</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-tab-count: 1;"><span style="font-size: small;">                </span></span></span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH">นอกจากบรรดาห้องปฏิบัติการของรัฐบาล มหาวิทยาลัย และบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายที่ให้ความสนใจกับกราฟีนอย่างเอาจริงเอาจังแล้ว<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯหรื</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">อ </span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">“<span lang="TH">เพ็นทาก้อน</span>” (Pentagon) <span lang="TH">ก็ให้ความสนใจ</span></span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH">ในวัสดุไฮเท็คชนิดนี้ไม่น้อยเช่นกัน โดยได้จัดสรรงบเพื่อการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับกราฟีนไปแล้วประมาณ 22 ล้านเหรียญสหรัฐ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span><strong>ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า กราฟีนนับเป็นวัสดุชนิดใหม่ของโลกแห่งนวัตกรรมที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง และเราคงจะได้ยินได้ฟังเรื่องยาวของ </strong></span><strong><span style="font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="font-size: small;">“</span></span></strong><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH">กราฟีน</span></strong><strong><span style="font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="font-size: small;">”</span></span></strong><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH"> กันบ่อยมากขึ้นในอนาคตอันใกล้อย่างแน่อน&#8230;</span></strong><strong></strong></p>
<img src="http://www.twittyonline.com/?ak_action=api_record_view&id=99&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.twittyonline.com/%e2%80%9c%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9f%e0%b8%b5%e0%b8%99%e2%80%9d-graphene-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%88/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไม “นกฟลามิงโก้” (Flamingo) จึงมักยืนขาเดียว?!?!</title>
		<link>http://www.twittyonline.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1-%e2%80%9c%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%9f%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b9%89%e2%80%9d-flamingo-%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87</link>
		<comments>http://www.twittyonline.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1-%e2%80%9c%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%9f%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b9%89%e2%80%9d-flamingo-%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Aug 2009 14:13:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[สัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[Flamingo]]></category>
		<category><![CDATA[นกฟลามิงโก้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.twittyonline.com/?p=89</guid>
		<description><![CDATA[เราอาจเคยพบเห็นนกฟลามิงโก้ที่กำลังยืนอยู่ด้วยขาเพียงข้างเดียวกันมาบ้าง ไม่ว่าจะเห็นแต่เพียงในรูปภาพหรือเห็นตัวเป็นๆของมันที่อยู่ในสวนสัตว์ที่ไหนสักแห่ง  แต่มีใครเคยนึกฉงนสนเท่ห์บ้างไหมว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น อย่างน้อยก็ยังมีนักวิทยาศาสตร์ 2 คนในสหรัฐอเมริกาที่อยากจะรู้ว่า เหตุใดนกฟลามิงโก้จึงมักยืนอยู่ด้วยขาเพียงข้างเดียว  แม็ทธิว แอนเดอร์สั้นและซาร่าห์ วิลเลี่ยมส์ ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาเปรียบเทียบ(comparative psychologists)ประจำมหาวิทยาลัยเซนต์โจเซฟส์ในเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพ็นซิลเวเนีย ใช้เวลาศึกษาค้นคว้าและสังเกตบรรดานกฟลามิงโก้ที่อยู่ในสวนสัตว์ &#8230;&#8230;.. จนกระทั่งรู้ว่านกชนิดนี้ยืนด้วยขาข้างเดียวเพื่อช่วยปรับอุณหภูมิร่างกายของพวกมัน แม็ทธิวเล่าว่าเขาสนใจเรื่องราวของนกฟลามิงโก้ด้วยเหตุผลหลายประการ และในเชิงวิทยาศาสตร์แล้วนกชนิดนี้มีธรรมชาติของการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก็ยิ่งทำให้มันเป็นสัตว์ที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นในแง่ที่ว่าอิทธิพลของการอยู่ร่วมกันในสังคมของพวกมันจะส่งผลต่อพฤติกรรมอย่างไรได้บ้าง  นอกจากนี้ มันยังเป็นนกที่มีขนาดใหญ่ มีความสวยงาม และเป็นที่รู้จักกันดีอีกด้วย  เขากล่าวว่า “ที่สำคัญก็คือ ผมเองก็ยังแปลกใจว่าทำไมจึงมีการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับนกฟลามิงโก้น้อยมาก” แม็ทธิวและซาร่าได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับนกฟลามิงโก้ในหลายๆด้าน โดยใช้เวลาเฝ้าสังเกตุพฤติกรรมของนกฟลามิงโก้แคริบเบี้ยนในสวนสัตว์ฟิลาเดลเฟีย  และหัวข้อหนึ่งที่พวกเขาให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คือการที่นกฟลามิงโก้มักจะยืนขาเดียว(unipedal resting) ซึ่งได้ตั้งสมมติฐานว่าการที่นกชนิดนี้ยืนขาเดียวนั้นเป็นการช่วยคลายความเมื่อยล้าให้ขาอีกข้างหนึ่งก่อนที่จะสลับมายืนด้วยขาที่ได้พักแล้วในภายหลัง หรือว่าการยืนขาเดียวนั้นจะช่วยให้พวกมันสามารถที่จะออกตัวได้ทันทีเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องหลบหนีศัตรู                  ปรากฏว่าสมมติฐานข้างต้นไม่ถูกต้องเลย แต่ทั้งสองคนกลับพบว่านกฟลามิงโก้มักจะยืนด้วยขาเพียงข้างเดียวในขณะที่มันแช่อยู่ในน้ำมากกว่าเมื่อยามที่มันอยู่บนบก   พวกเขาจึงสรุปความเห็นได้โดยใช้สมมติฐานทางด้านการปรับอุณหภูมิของร่างกายและเชื่อว่า นกฟลามิงโก้ยืนด้วยขาข้างเดียวเพื่อช่วยให้ร่างกายของพวกมันไม่ถ่ายเทความร้อนลงสู่น้ำหรือไม่ทำให้ร่างกายมันรู้สึกเย็นจนเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่พวกมันต้องเดินท่องน้ำนานๆ                 ยิ่งไปกว่านั้น แม็ทธิวและซาร่ายังพบว่า หลังจากที่นกฟลามิงโก้ยืนด้วยขาข้างใดข้างหนึ่งเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว มันก็จะสลับไปยืนด้วยขาอีกข้างหนึ่งแทน ทั้งนี้เพื่อช่วยไม่ให้ขาที่ใช้ยืนในครั้งแรกนั้นได้รับความเย็นจากน้ำจนนานเกินไป ซึ่งการยืนด้วยขาที่ละข้างอาจจะช่วยลดโอกาสที่จะติดเชื้อราจากน้ำหรือได้รับปรสิตบางชนิดจากน้ำที่มันยืนอยู่ได้ด้วย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><a href="http://www.twittyonline.com/wp-content/uploads/2009/08/flamingo-002.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-90" title="flamingo-002" src="http://www.twittyonline.com/wp-content/uploads/2009/08/flamingo-002.jpg" alt="flamingo-002" width="307" height="400" /></a></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">เราอาจเคยพบเห็นนกฟลามิงโก้ที่กำลังยืนอยู่ด้วยขาเพียงข้างเดียวกันมาบ้าง ไม่ว่าจะเห็นแต่เพียงในรูปภาพหรือเห็นตัวเป็นๆของมันที่อยู่ในสวนสัตว์ที่ไหนสักแห่ง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แต่มีใครเคยนึกฉงนสนเท่ห์บ้างไหมว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น</span></strong><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">อย่างน้อยก็ยังมีนักวิทยาศาสตร์ 2 คนในสหรัฐอเมริกาที่อยากจะรู้ว่า เหตุใดนกฟลามิงโก้จึงมักยืนอยู่ด้วยขาเพียงข้างเดียว <span style="mso-spacerun: yes;"> </span>แม็ทธิว แอนเดอร์สั้นและซาร่าห์ วิลเลี่ยมส์ ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาเปรียบเทียบ</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">(comparative psychologists)<span lang="TH">ประจำมหาวิทยาลัยเซนต์โจเซฟส์ในเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพ็นซิลเวเนีย ใช้เวลาศึกษาค้นคว้าและสังเกตบรรดานกฟลามิงโก้ที่อยู่ในสวนสัตว์ &#8230;&#8230;.. จนกระทั่งรู้ว่านกชนิดนี้ยืนด้วยขาข้างเดียวเพื่อช่วยปรับอุณหภูมิร่างกายของพวกมัน </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">แม็ทธิวเล่าว่าเขาสนใจเรื่องราวของนกฟลามิงโก้ด้วยเหตุผลหลายประการ และในเชิงวิทยาศาสตร์แล้วนกชนิดนี้มีธรรมชาติของการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก็ยิ่งทำให้มันเป็นสัตว์ที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นในแง่ที่ว่าอิทธิพลของการอยู่ร่วมกันในสังคมของพวกมันจะส่งผลต่อพฤติกรรมอย่างไรได้บ้าง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>นอกจากนี้ มันยังเป็นนกที่มีขนาดใหญ่ มีความสวยงาม และเป็นที่รู้จักกันดีอีกด้วย<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เขากล่าวว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">“<span lang="TH">ที่สำคัญก็คือ ผมเองก็ยังแปลกใจว่าทำไมจึงมีการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับนกฟลามิงโก้น้อยมาก</span>”</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">แม็ทธิวและซาร่าได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับนกฟลามิงโก้ในหลายๆด้าน โดยใช้เวลาเฝ้าสังเกตุพฤติกรรมของนกฟลามิงโก้แคริบเบี้ยนในสวนสัตว์ฟิลาเดลเฟีย<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>และหัวข้อหนึ่งที่พวกเขาให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คือการที่นกฟลามิงโก้มักจะยืนขาเดียว</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">(unipedal resting)<span lang="TH"> ซึ่งได้ตั้งสมมติฐานว่าการที่นกชนิดนี้ยืนขาเดียวนั้นเป็นการช่วยคลายความเมื่อยล้าให้ขาอีกข้างหนึ่งก่อนที่จะสลับมายืนด้วยขาที่ได้พักแล้วในภายหลัง หรือว่าการยืนขาเดียวนั้นจะช่วยให้พวกมันสามารถที่จะออกตัวได้ทันทีเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องหลบหนีศัตรู<span style="mso-spacerun: yes;">  </span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span><span lang="TH">ปรากฏว่าสมมติฐานข้างต้นไม่ถูกต้องเลย แต่ทั้งสองคนกลับพบว่านกฟลามิงโก้มักจะยืนด้วยขาเพียงข้างเดียวในขณะที่มันแช่อยู่ในน้ำมากกว่าเมื่อยามที่มันอยู่บนบก<span style="mso-spacerun: yes;">   </span>พวกเขาจึงสรุปความเห็นได้โดยใช้สมมติฐานทางด้านการปรับอุณหภูมิของร่างกายและเชื่อว่า นกฟลามิงโก้ยืนด้วยขาข้างเดียวเพื่อช่วยให้ร่างกายของพวกมันไม่ถ่ายเทความร้อนลงสู่น้ำหรือไม่ทำให้ร่างกายมันรู้สึกเย็นจนเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่พวกมันต้องเดินท่องน้ำนานๆ </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span><span lang="TH">ยิ่งไปกว่านั้น แม็ทธิวและซาร่ายังพบว่า หลังจากที่นกฟลามิงโก้ยืนด้วยขาข้างใดข้างหนึ่งเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว มันก็จะสลับไปยืนด้วยขาอีกข้างหนึ่งแทน ทั้งนี้เพื่อช่วยไม่ให้ขาที่ใช้ยืนในครั้งแรกนั้นได้รับความเย็นจากน้ำจนนานเกินไป ซึ่งการยืนด้วยขาที่ละข้างอาจจะช่วยลดโอกาสที่จะติดเชื้อราจากน้ำหรือได้รับปรสิตบางชนิดจากน้ำที่มันยืนอยู่ได้ด้วย</span></span></p>
<img src="http://www.twittyonline.com/?ak_action=api_record_view&id=89&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.twittyonline.com/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1-%e2%80%9c%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%9f%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b9%89%e2%80%9d-flamingo-%e0%b8%88%e0%b8%b6%e0%b8%87/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บันได 7 ขั้นสู่ความสำเร็จในแบบฉบับของ “ไบรอั้น เทรซี่”</title>
		<link>http://www.twittyonline.com/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94-7-%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87</link>
		<comments>http://www.twittyonline.com/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94-7-%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Aug 2009 13:44:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[Brian Tracy]]></category>
		<category><![CDATA[Seven Steps to Success]]></category>
		<category><![CDATA[บันได 7 ขั้นสู่ความสำเร็จ]]></category>
		<category><![CDATA[ไบรอั้น เทรซี่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.twittyonline.com/?p=85</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อเร็วๆนี้ ได้พบเห็นข้อคิดของ “ไบรอั้น เทรซี่” (Brian Tracy) ปรมาจารย์ทางด้านการพัฒนาตนเองและการฝึกอบรมบุคคลากร ซึ่งแนะนำให้คนที่ต้องการจะประสบความสำเร็จในชีวิตมีแนวทางที่เห็นเป็นรูปธรรมและเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งในด้านการงานและการดำเนินชีวิต  จึงอยากนำมาฝากกันและขอสนับสนุนให้ลองนำไปปฏิบัติ                 ไบรอั้นเสนอแนะให้คุณฝึกวินัยให้ตัวคุณเองลงมือทำสิ่งที่คุณรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่คุณจำเป็นจะต้องทำเพื่อก้าวสู่ความเป็นเลิศในสายงานหรือวิชาชีพของคุณ   เขาให้ข้อคิดว่า “การฝึกวินัยให้ตัวเองนั้นเป็นความสามารถที่จะช่วยทำให้ตัวคุณลงมือทำในสิ่งที่ควรทำในช่วงเวลาที่ควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง&#8230;ไม่ว่าคุณจะอยากทำสิ่งนั้นหรือไม่ก็ตาม”                 เขาชี้ให้เห็นว่า มันเป็นเรื่องง่ายมากที่คนเราจะทำอะไรสักอย่างเมื่อยามที่เรารู้สึกว่าเราอยากจะทำสิ่งนั้น   แต่ที่จริงแล้ว เมื่อใดก็ตามที่คุณไม่รู้สึกว่าอยากจะทำมัน แล้วคุณสามารถที่จะบังคับใจตนเองให้ลงมือทำสิ่งนั้น(สิ่งที่ดีงาม)ได้ นั่นแหละ ที่จะช่วยทำให้คุณสามารถนำพาชีวิตและหน้าที่การงานของคุณไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้                 หากจะถามว่า แล้วอะไรบ้างเล่าที่เราจะต้องตัดสินใจใน “วันนี้” เพื่อที่จะช่วยให้ตัวเราเริ่มเคลื่อนไปข้างหน้าและก้าวไปสู่ความเป็นเลิศในสายงานของเราได้?  ไบรอั้นก็ให้ข้อคิดต่อไปว่า  อะไรก็ตาม ไม่ว่าจะต้องเริ่มทำเป็นครั้งแรกหรือจะต้อง “ละเว้น” เป็นครั้งแรก  เราจะต้องตัดสินใจวันนี้และเริ่มทำในทันที  สิ่งที่เรา “เริ่มทำ” หรือ “ละเว้น” เพียงหนึ่งเดียวในวันนี้อาจะเปลี่ยนแปลงวิถึชีวิตของเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ในที่สุด  ซึ่งเขาได้สรุปไว้เป็นหัวเรื่องเอาไว้ว่าเป็น “บันได 7 ขั้นสู่ความสำเร็จ” (Seven Steps to Success)                 ไบรอั้นบอกว่า “บันได 7 ขั้นสู่ความสำเร็จ” ที่ว่านี้อาจเรียกได้ว่าเป็นเคล็ด(ไม่)ลับที่เปรียบเสมือน “สูตรไปสู่ความสำเร็จ” ซึ่งคุณก็สามารถนำไปใช้ในการวางเป้าหมายและเดินไปสู่เป้าหมายนั้นเพื่อให้ชีวิตประสบความสำเร็จนั้นมีผู้คนจำนวนมากนำไปฏิบัติหรือนำไปปรับเปลี่ยนและประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมในลักษณะเป็นขั้นเป็นตอน ดังนี้                 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><strong></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><a href="http://www.twittyonline.com/wp-content/uploads/2009/08/brian-tracy-004.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-93" title="brian-tracy-004" src="http://www.twittyonline.com/wp-content/uploads/2009/08/brian-tracy-004.jpg" alt="brian-tracy-004" width="227" height="245" /></a></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">เมื่อเร็วๆนี้ ได้พบเห็นข้อคิดของ </span></strong><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">“<span lang="TH">ไบรอั้น เทรซี่</span>”<span lang="TH"> </span>(Brian Tracy) <span lang="TH">ปรมาจารย์ทางด้านการพัฒนาตนเองและการฝึกอบรมบุคคลากร ซึ่งแนะนำให้คนที่ต้องการจะประสบความสำเร็จในชีวิตมีแนวทางที่เห็นเป็นรูปธรรมและเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งในด้านการงานและการดำเนินชีวิต<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>จึงอยากนำมาฝากกันและขอสนับสนุนให้ลองนำไปปฏิบัติ </span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span>ไบรอั้นเสนอแนะให้คุณฝึกวินัยให้ตัวคุณเองลงมือทำสิ่งที่คุณรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่คุณจำเป็นจะต้องทำเพื่อก้าวสู่ความเป็นเลิศในสายงานหรือวิชาชีพของคุณ</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-spacerun: yes;">  </span><span lang="TH"><span style="mso-spacerun: yes;"> </span>เขาให้ข้อคิดว่า </span>“<span lang="TH">การฝึกวินัยให้ตัวเองนั้นเป็นความสามารถที่จะช่วยทำให้ตัวคุณลงมือทำในสิ่งที่ควรทำในช่วงเวลาที่ควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง&#8230;ไม่ว่าคุณจะอยากทำสิ่งนั้นหรือไม่ก็ตาม</span>”</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span><span lang="TH">เขาชี้ให้เห็นว่า มันเป็นเรื่องง่ายมากที่คนเราจะทำอะไรสักอย่างเมื่อยามที่เรารู้สึกว่าเราอยากจะทำสิ่งนั้น<span style="mso-spacerun: yes;">   </span>แต่ที่จริงแล้ว เมื่อใดก็ตามที่คุณไม่รู้สึกว่าอยากจะทำมัน แล้วคุณสามารถที่จะบังคับใจตนเองให้ลงมือทำสิ่งนั้น(สิ่งที่ดีงาม)ได้ นั่นแหละ ที่จะช่วยทำให้คุณสามารถนำพาชีวิตและหน้าที่การงานของคุณไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span>หากจะถามว่า แล้วอะไรบ้างเล่าที่เราจะต้องตัดสินใจใน </span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">“<span lang="TH">วันนี้</span>” <span lang="TH">เพื่อที่จะช่วยให้ตัวเราเริ่มเคลื่อนไปข้างหน้าและก้าวไปสู่ความเป็นเลิศในสายงานของเราได้?<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ไบรอั้นก็ให้ข้อคิดต่อไปว่า<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>อะไรก็ตาม ไม่ว่าจะต้องเริ่มทำเป็นครั้งแรกหรือจะต้อง </span>“<span lang="TH">ละเว้น</span>”<span lang="TH"> เป็นครั้งแรก<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เราจะต้องตัดสินใจวันนี้และเริ่มทำในทันที<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>สิ่งที่เรา </span>“<span lang="TH">เริ่มทำ</span>”<span lang="TH"> หรือ </span>“<span lang="TH">ละเว้น</span>” <span lang="TH">เพียงหนึ่งเดียวในวันนี้อาจะเปลี่ยนแปลงวิถึชีวิตของเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ในที่สุด</span><span style="mso-spacerun: yes;">  </span><span lang="TH">ซึ่งเขาได้สรุปไว้เป็นหัวเรื่องเอาไว้ว่าเป็น </span><strong>“<span lang="TH">บันได 7 ขั้นสู่ความสำเร็จ</span>”</strong></span><strong><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"> (Seven Steps to Success)</span></strong><strong></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span>ไบรอั้นบอกว่า </span><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">“<span lang="TH">บันได 7 ขั้นสู่ความสำเร็จ</span>”</span></strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"> ที่ว่านี้อาจเรียกได้ว่าเป็นเคล็ด(ไม่)ลับที่เปรียบเสมือน </span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">“<span lang="TH">สูตรไปสู่ความสำเร็จ</span>”<span lang="TH"> ซึ่งคุณก็สามารถนำไปใช้ในการวางเป้าหมายและเดินไปสู่เป้าหมายนั้นเพื่อให้ชีวิตประสบความสำเร็จนั้นมีผู้คนจำนวนมากนำไปฏิบัติหรือนำไปปรับเปลี่ยนและประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมในลักษณะเป็นขั้นเป็นตอน ดังนี้</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span><strong><span lang="TH">บันไดขั้นที่ 1<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ตัดสินใจเสียก่อนว่าคุณต้องการอะไร</span></strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span>ตัดสินใจให้แน่วแน่และชัดเจนว่าคุณต้องการอะไรในแต่ละด้านของชีวิต <span style="mso-spacerun: yes;"> </span>ตีกรอบให้สิ่งที่คุณต้องการนั้นมีความเฉพาะเจาะจงลงไปและมีความหมายเด่นชัด อย่างกำหนดขึ้นมาเพียงกว้างๆ</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span><strong><span lang="TH">บันไดขั้นที่ 2<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เขียนมันลงไปบนกระดาษ</span></strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span>เขียนสิ่งที่คุณต้องการลงไปบนแผ่นกระดาษ ให้มีความชัดเจนและมีรายละเอียดเพียงพอ<span style="mso-spacerun: yes;">   </span>ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">“Always think on paper” <span lang="TH">คือคิดอะไรก็จดลงไปบนกระดาษเสมอ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ทั้งนี้เพราะเป้าหมายอะไรที่ไม่ได้มีการแปลงเป็นตัวอักษรให้อยู่บนแผ่นกระดาษนั้นก็ไม่อาจเรียกมันได้ว่าเป็น </span>“<span lang="TH">เป้าหมาย</span>”<span lang="TH"><span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ด้วยเหตุที่มันยังคงเป็นได้แค่เพียงความปรารถนาเท่านั้นและไม่มีพลังในตัวของมันเองเพียงพอ(ที่จะช่วยผลักดันให้เจ้าของเป้าหมายนั้นๆเคลื่อนที่ไปได้)อีกด้วย<span style="mso-spacerun: yes;">   </span>ความปรารถนาที่ไม่ได้เป็นเป้าหมายอย่างแท้จริงมักจะเลื่อนลอย และในที่สุดแล้วมันก็จะลอยตามลมไปในที่สุด</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span><strong><span lang="TH">บันไดขั้นที่ 3<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>กำหนดเวลาที่จะบรรลุเป้าหมาย</span></strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span>เวลาที่เราต้องการจะบรรลุเป้าหมายนั้นๆให้ได้อาจเรียกได้ว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">“<span lang="TH">เส้นตาย</span>”<span lang="TH"> </span>(deadline) <span lang="TH">ดังที่หลายๆคนนิยมใช้กัน <span style="mso-spacerun: yes;"> </span>การกำหนดเส้นตายให้แก่เป้าหมายแต่ละเป้าหมายนั้นมีความสำคัญยิ่ง ทั้งนี้เพราะ </span>“<span lang="TH">เส้นตาย</span>”<span lang="TH"> นั้นจะทำหน้าที่เป็นตัวบังคับอยู่ภายในจิตใต้สำนึกของผู้ตั้งเป้าหมาย พร้อมๆกับเป็นตัวกระตุ้นให้บุคคลผู้นั้นทำสิ่งต่างๆที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>หากเป้าหมายที่ตั้งขึ้นมาเป็นเป้าหมายที่มีขนาดใหญ่ เราก็ควรจะต้องแบ่งเส้นตายนั้นออกมาเป็นส่วนย่อยๆสำหรับการบรรลุส่วนย่อยๆของเป้าหมายนั้นเช่นกัน<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>อย่าปล่อยให้ความสำเร็จที่จะบรรลุเป้าหมายของคุณขึ้นอยู่กับโชคชะตาหรือฟ้าดิน</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span><strong><span lang="TH">บันไดขั้นที่ 4<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>จัดทำรายการของสิ่งต่างๆที่จะต้องทำ</span></strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span>จัดทำรายการของสิ่งต่างๆที่คุณจะต้องทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แจกแจงออกมาให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้หรือคิดขึ้นมาได้<span style="mso-spacerun: yes;">   </span>หากคิดอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาได้เมื่อไร ไม่ว่าจะเป็นการทำอะไรหรือกิจกรรมอะไรสักอย่าง ก็จงเขียนเพิ่มเติมเข้าไปในรายการดังกล่าวไปเรื่อยๆจนกว่าจะเชื่อมั่นว่ารายการดังกล่าวมีความครบถ้วนที่สุดแล้ว</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span><strong><span lang="TH">บันไดขั้นที่ 5<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>จัดทำแผนงานจากรายการของสิ่งต่างๆที่จะต้องทำ</span></strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span>นำเอาบรรดาสิ่งต่างๆที่จะต้องทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายมากำหนดเป็นแผนงาน โดยระบุลงไปให้ชัดเจนว่าสิ่งใดที่คุณจะต้องทำเป็นลำดับแรก ลำดับที่ 2 และลำดับต่อๆไปจนกระทั่งบรรลุเป้าหมาย<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แน่นอน&#8230;สิ่งที่สำคัญที่สุดควรจะเป็นสิ่งที่คุณจะต้องลงมือทำก่อนสิ่งอื่นใด ต่อจากนั้นก็จะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญลดหลั่นกันลงไป<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>นำสิ่งต่างๆเหล่านั้นมาเขียนลงไปบนกระดาษในเหมือนราวกับว่าคุณกำลังทำพิมพ์เขียวสำหรับการสร้างบ้านในฝันของคุณนั่นเอง</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-tab-count: 1;">            </span><span lang="TH">บันไดขั้นที่ 6<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ลงมือทำตามแผนงาน</span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span>บันไดขั้นนี้นับได้ว่าเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมากที่สุด ทั้งนี้เพราะว่าถ้าคุณทำขั้นตอนต่างๆอันเป็นบันไดขั้นต่างๆมาจนครบถ้วนแล้ว แต่คุณไม่ </span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">“<span lang="TH">ลงมือทำ</span>”<span lang="TH"> เสียที มันก็จะทำให้สิ่งต่างๆที่ดีเลิศทั้งหลายที่คุณทำมาก่อนหน้านี้จะไร้ผลอย่างสิ้นเชิง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ดังนั้น จงลงมือทำตามแผนงานของคุณทันที<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ลุย&#8230;ลุย&#8230;ลุย&#8230;</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-tab-count: 1;">            </span><span lang="TH">บันไดขั้นที่ 7<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ทำทุกวัน</span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span>บันไดขั้นนี้ก็มีความสำคัญมากเช่นกัน<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>คุณจะต้องทำอะไรสักอย่างตามแผนที่วางไว้ทุกๆวันเพื่อช่วยให้คุณสามารถที่จะเคลื่อนตัวเองไปในทิศทางที่วางไว้ซึ่งคุณมั่นใจแล้วว่ามันจะสามารถนำพาคุณไปสู่ความสำเร็จได้จริงๆ<span style="mso-spacerun: yes;">   </span>คุณจะต้องฝึกสิ่งนี้อย่างมีวินัยเพื่อให้เกิดเป็นนิสัยที่ดี</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 8pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span><span lang="TH">และเพื่อช่วยให้คุณเริ่มนำเอาข้อคิดของเขาไปปฏิบัติได้ง่ายขึ้น ไบรอั้นได้แนะนำให้คุณเริ่มปฏิบัติ 2 ขั้นตอนหลักๆ ดังต่อไปนี้</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span><strong>ขั้นตอนที่ 1</strong><span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ตัดสินใจให้แจ่มชัดว่าคุณต้องการอะไร(เริ่มที่ 1 อย่างก่อน)ขึ้นมาเป็นเป้าหมาย เขียนสิ่งที่ต้องการนั้นลงบนแผ่นกระดาษโดยมีกำหนดเวลาหรือเส้นตายกำหนดไว้ว่าต้องการสิ่งนั้นภายในวัน เดือน ปีที่เท่าไร<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>จัดทำแผนการดำเนินงานเพื่อให้ได้สิ่งนั้นขึ้นมา และลงมือทำตามแผนที่วางไว้นั้น<span style="mso-spacerun: yes;">   </span>ทำขั้นตอนนี้ภายในวันนี้เสียเลย</span></p>
<p><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-fareast-font-family: 'Times New Roman'; mso-ansi-language: EN-US; mso-fareast-language: EN-US; mso-bidi-language: TH;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span><strong>ขั้นตอนที่ 2</strong><span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ประเมินดูว่าคุณจะต้องแลกกับอะไรบ้างหรือจะต้องใช้ทรัพยากรอะไรบ้างในการที่จะให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ เช่น เวลา การกระทำอะไรบางอย่างหรือการเลิกทำอะไรบางอย่าง บุคคลากร และอื่นๆ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แล้วเริ่มลงมือทำได้เลยเช่นกัน</span></p>
<img src="http://www.twittyonline.com/?ak_action=api_record_view&id=85&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.twittyonline.com/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94-7-%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หมายเหตุ (Editor’s Note)</title>
		<link>http://www.twittyonline.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8-editor%e2%80%99s-note</link>
		<comments>http://www.twittyonline.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8-editor%e2%80%99s-note#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 13 Jul 2009 18:51:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[หมายเหตุ (Editor’s Note)]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.twittyonline.com/?p=78</guid>
		<description><![CDATA[ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาสาระของ “ทวิตตี้ ออนไลน”  ใคร่ขอชี้แจงในเบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้ภาษาไทยในการถ่ายทอดเนื้อหาสาระทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซท์สักเล็กน้อย&#8230;   เนื่องจากคณะผู้จัดทำเล็งเห็นว่าในการนำเอาเนื้อหาสาระที่เป็นภาษาอังกฤษมา “ถอดความ” (ไม่ใช่ “แปล”) เป็นภาษาไทย แล้วนำมาเรียบเรียงด้วยลีลาเฉพาะของเราเองเพื่อให้ผู้แวะมาเยี่ยมเยือนเว็บไซท์นี้ได้อ่านได้รู้นั้น ย่อมต้องมีประเด็นเกี่ยวกับ ”การทับศัพท์” (transliteration) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างมาก  ซึ่งในการนี้กองบรรณาธิการมีมติที่จะใช้หลักของตนเป็นบรรทัดฐานในการทับศัพท์เป็นสำคัญ  ทั้งนี้ โดยจะพยายามให้สามารถอ่านออกเสียงได้ใกล้เคียงกับภาษาเดิมมากที่สุด  อย่างไรก็ตาม ก็ยังเชื่อว่าอาจไม่สมบูรณ์นักในหลายๆกรณี แต่ก็ขอยืนยันว่าทางทีมงานผู้จัดทำเว็บไซท์จะพยายามทำให้ดีที่สุด   หากจะกล่าวไปแล้วเรื่อง “การทับศัพท์” นี้ก็มีเรื่องให้อภิปรายกันหรือถกเถียงกันได้ไม่รู้จบถึงแม้ว่าจะมีสถาบันอย่างราชบัณฑิตสถานได้กำหนด “หลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอังกฤษ” เอาไว้แล้วก็ตาม  แต่ก็ยังมีหลายๆคนไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับเหล่านักปราชญ์แห่งสถาบันดังกล่าวเท่าใดนัก  ดังนั้น คงจะต้องปล่อยกันไปตามอัธยาศัยก่อน   สุดท้ายนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการถ่ายทอดเนื้อหาสาระทั้งหลายมาสู่เว็บไซท์นี้คงไม่ฝืนความรู้สึกนึกคิดของผู้อ่านมากนักในที่สุด]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาสาระของ </span><strong><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">“<span lang="TH">ทวิตตี้ ออนไลน</span>”</span></strong><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-spacerun: yes;">  </span><span lang="TH">ใคร่ขอชี้แจงในเบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้ภาษาไทยในการถ่ายทอดเนื้อหาสาระทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซท์สักเล็กน้อย&#8230;</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">เนื่องจากคณะผู้จัดทำเล็งเห็นว่าในการนำเอาเนื้อหาสาระที่เป็นภาษาอังกฤษมา </span><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">“<span lang="TH">ถอดความ</span>”<span lang="TH"> (ไม่ใช่ </span>“<span lang="TH">แปล</span>”<span lang="TH">) เป็นภาษาไทย แล้วนำมาเรียบเรียงด้วยลีลาเฉพาะของเราเองเพื่อให้ผู้แวะมาเยี่ยมเยือนเว็บไซท์นี้ได้อ่านได้รู้นั้น ย่อมต้องมีประเด็นเกี่ยวกับ </span>”<span lang="TH">การทับศัพท์</span>”<span lang="TH"> </span>(transliteration) <span lang="TH">เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างมาก<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ซึ่งในการนี้กองบรรณาธิการมีมติที่จะใช้หลักของตนเป็นบรรทัดฐานในการทับศัพท์เป็นสำคัญ <span style="mso-spacerun: yes;"> </span>ทั้งนี้ โดยจะพยายามให้สามารถอ่านออกเสียงได้ใกล้เคียงกับภาษาเดิมมากที่สุด<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>อย่างไรก็ตาม ก็ยังเชื่อว่าอาจไม่สมบูรณ์นักในหลายๆกรณี แต่ก็ขอยืนยันว่าทางทีมงานผู้จัดทำเว็บไซท์จะพยายามทำให้ดีที่สุด</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">หากจะกล่าวไปแล้วเรื่อง </span><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">“<span lang="TH">การทับศัพท์</span>”<span lang="TH"> นี้ก็มีเรื่องให้อภิปรายกันหรือถกเถียงกันได้ไม่รู้จบถึงแม้ว่าจะมีสถาบันอย่างราชบัณฑิตสถานได้กำหนด </span>“<span lang="TH">หลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอังกฤษ</span>”<span lang="TH"> เอาไว้แล้วก็ตาม<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แต่ก็ยังมีหลายๆคนไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับเหล่านักปราชญ์แห่งสถาบันดังกล่าวเท่าใดนัก<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ดังนั้น คงจะต้องปล่อยกันไปตามอัธยาศัยก่อน</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 16pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">สุดท้ายนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการถ่ายทอดเนื้อหาสาระทั้งหลายมาสู่เว็บไซท์นี้คงไม่ฝืนความรู้สึกนึกคิดของผู้อ่านมากนักในที่สุด</span></p>
<img src="http://www.twittyonline.com/?ak_action=api_record_view&id=78&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.twittyonline.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8-editor%e2%80%99s-note/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชาวมังสวิรัติมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งบางชนิดได้น้อยลง</title>
		<link>http://www.twittyonline.com/%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%9b</link>
		<comments>http://www.twittyonline.com/%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%9b#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Jul 2009 14:29:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[cancer]]></category>
		<category><![CDATA[vegetarian]]></category>
		<category><![CDATA[มังสวิรัติ]]></category>
		<category><![CDATA[วารสาร]]></category>
		<category><![CDATA[โรคมะเร็ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.twittyonline.com/?p=68</guid>
		<description><![CDATA[คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรและนิวซีแลนด์พบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติมีโอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งบางชนิดได้น้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคมะเร็งที่เกี่ยวกับเลือด ไต และกระเพาะอาหาร                 จากบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารโรคมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร(British Journal of Cancer) ประจำเดือนกรกฎาคม ศกนี้   การศึกษาวิจัยซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากองค์กรเพื่อการวิจัยโรคมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร(Cancer Research UK)ในครั้งนี้ได้เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอุปนิสัยในการรับประทานอาหารของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 61,566 คน โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ ผู้ที่รับประทานปลาแต่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ และผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ(vegetarian)คือไม่รับประทานทั้งปลาและเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ                  ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า  ในขณะที่โอกาสที่คนทั่วไป 100 คนมีโอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งได้มากถึง 33 คนนั้น ผู้ที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์จะมีความเสี่ยงลดลงเล็กน้อยเป็น 29 ใน 100 คน และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์กับผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติในกรณีของโอกาสการเกิดโรคมะเร็งในระบบน้ำเหลืองและเลือดก็จะพบว่าผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติมีโอกาสเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น  และยิ่งเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่เกิดขึ้นในไขกระดูกที่เรียกว่า “มัลติเพิล มายอีโลม่า” (multiple myeloma)ด้วยแล้ว ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติยิ่งมีโอกาสน้อยกว่าผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ถึงร้อยละ 75 ทีเดียว                 อย่างไรก็ตาม นักวิจัยก็ให้ความเห็นว่า โอกาสที่ผู้รับประทานเนื้อปลาแต่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆจะเป็นโรคมะเร็งชนิดต่างๆดังกล่าวข้างต้นนี้จะไม่สามารถเปรียบเทียบกับผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ให้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนนัก                 พวกเขากล่าวว่า สาเหตุที่มีความเสี่ยงในกลุ่มคนที่รับประทานอาหารแตกต่างกันในการเกิดโรคมะเร็งนั้นจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่เชื่อว่าเนื้อสัตว์หลายๆชนิดอาจจะมีไวรัสเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือมีสารบางอย่างที่ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลได้ ส่วนพืชผักชนิดต่างๆนั้นก็อาจจะมีองค์ประกอบที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้                 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH"><a href="http://www.twittyonline.com/wp-content/uploads/2009/07/vegetarian-food.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-69" title="อาหารมังสวิรัติ" src="http://www.twittyonline.com/wp-content/uploads/2009/07/vegetarian-food.jpg" alt="อาหารมังสวิรัติ" width="490" height="212" /></a></span></strong></p>
<div></div>
<p><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH"></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH"><strong>คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรและนิวซีแลนด์พบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติมีโอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งบางชนิดได้น้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคมะเร็งที่เกี่ยวกับเลือด ไต และกระเพาะอาหาร</strong></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span><span lang="TH">จากบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารโรคมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร</span>(British Journal of Cancer) <span lang="TH">ประจำเดือนกรกฎาคม ศกนี้<span style="mso-spacerun: yes;">   </span>การศึกษาวิจัยซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากองค์กรเพื่อการวิจัยโรคมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร</span>(Cancer Research UK)<span lang="TH">ในครั้งนี้ได้เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอุปนิสัยในการรับประทานอาหารของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 61,566 คน โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ ผู้ที่รับประทานปลาแต่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ และผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ</span>(vegetarian)<span lang="TH">คือไม่รับประทานทั้งปลาและเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ<span style="mso-spacerun: yes;">  </span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ในขณะที่โอกาสที่คนทั่วไป 100 คนมีโอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งได้มากถึง 33 คนนั้น ผู้ที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์จะมีความเสี่ยงลดลงเล็กน้อยเป็น 29 ใน 100 คน</span><span style="font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><span style="font-size: small;"> </span></span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH">และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์กับ</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH">ในกรณีของโอกาสการเกิดโรคมะเร็งในระบบน้ำเหลืองและเลือดก็จะพบว่าผู้ที่</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">รับประทานอาหารมังสวิรัติ</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH">มี</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">โอกาสเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>และยิ่งเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่เกิดขึ้นในไขกระดูกที่เรียกว่า </span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">“<span lang="TH">มัลติเพิล มายอีโลม่า</span>”<span lang="TH"> </span>(multiple myeloma)<span lang="TH">ด้วย</span></span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH">แล้ว ผู้ที่</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">รับประทานอาหารมังสวิรัติ</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH">ยิ่งมีโอกาสน้อยกว่าผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ถึงร้อยละ 75 ทีเดียว </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span>อย่างไรก็ตาม นักวิจัยก็ให้ความเห็นว่า โอกาสที่ผู้รับประทานเนื้อปลาแต่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆจะเป็นโรคมะเร็งชนิดต่างๆดังกล่าวข้างต้นนี้จะไม่สามารถเปรียบเทียบกับผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ให้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนนัก</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span>พวกเขากล่าวว่า สาเหตุที่มีความเสี่ยงในกลุ่มคนที่รับประทานอาหารแตกต่างกันในการเกิดโรคมะเร็งนั้นจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่เชื่อว่าเนื้อสัตว์หลายๆชนิดอาจจะมีไวรัสเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือมีสารบางอย่างที่ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลได้ ส่วนพืชผักชนิดต่างๆนั้นก็อาจจะมีองค์ประกอบที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span><span lang="TH">หากเป็นกรณีของมะเร็งกระเพาะอาหาร</span>(stomach cancer) <span lang="TH">ซึ่งจะมีจำนวนผู้ป่วยไม่มากนัก<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>คณะนักวิจัยก็พบว่า<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ผู้ที่รับประทานเนื้อปลาและ</span></span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH">ผู้ที่</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">รับประทานอาหารมังสวิรัติ</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt;" lang="TH">ยิ่งมีโอกาสน้อยกว่าผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ถึงราว 1 ใน 3 ทีเดียว</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-spacerun: yes;">  </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">ทั้งนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับผลงานการวิจัยที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ที่ระบุถึงความเกี่ยวพันกันระหว่างการรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์กับการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยเป็นที่รับรู้กันว่าสารประกอบประเภท </span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">“<span lang="TH">เอ็น-ไนโตรโซ่</span>”(N-nitroso compounds)<span lang="TH">ที่สามารถพบได้ในเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆเป็นตัวที่ไปทำลายสารพันธุกรรมหรือ </span>“<span lang="TH">ดีเอ็นเอ</span>”<span lang="TH"> </span>(DNA <span lang="TH">&#8211; </span>deoxyribonucleic acid)<span lang="TH"> ในขณะที่อุณหภูมิสูงๆที่ใช้ในการปรุงเนื้อเหล่านี้ยังก่อให้เกิดสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งหรือ </span>“<span lang="TH">คาร์ซิโนเจ็น</span>”(carcinogens)<span lang="TH">อีกด้วย</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span><span lang="TH">อย่างไรก็ดี<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>นักวิจัยคณะนี้ก็ไม่พบว่าการรับประทานอาหารมังสวิรัติจะไปช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้</span>(bowel cancer)<span lang="TH">ซึ่งเป็นโรคมะเร็งที่สามารถพบเห็นได้บ่อยกว่ามะเร็งกระเพาะอาหาร<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>และยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาในครั้งนี้กลับพบว่าผู้ที่รับประทานเนื้อปลาและผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติกลับมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก</span>(cervical cancer)<span lang="TH">ได้มากกว่าผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ถึงราว 2 เท่า ซึ่งถึงแม้ว่าจะพบได้น้อยมากและอาจจะเกิดขึ้นได้ด้วยความบังเอิญก็ตาม แต่นักวิจัยก็ให้ความเห็นเอาไว้ในชั้นนี้ว่า มีความเป็นไปได้ที่ปัจจัยทางด้านโภชนาการบางอย่างอาจส่งผลต่อไวรัสที่มีอิทธิพลต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span><span lang="TH">ศาสตราจารย์ทิม คีย์ หัวหน้าคณะนักวิจัยชุดนี้ ให้ความเห็นว่า มันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะด่วนสรุปอะไรจากผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้เพียงครั้งเดียว<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เขากล่าวว่า </span>“<span lang="TH">ในขณะนี้ สิ่งที่เราได้พบคงยังไม่มีน้ำหนักพอที่จะไปขอให้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องอาหารการกินของคนจำนวนมากที่ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยการรับประทานอาหารที่มีความสมดุลกันโดยเฉลี่ยอยู่แล้ว</span>”</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">               </span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-fareast-font-family: 'Times New Roman'; mso-ansi-language: EN-US; mso-fareast-language: EN-US; mso-bidi-language: TH;" lang="TH">ส่วนโฆษกขององค์กรเพื่อการวิจัยโรคมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักรซึ่งให้การสนับสนุนด้านเงินทุนสำหรับการวิจัยในครั้งนี้ก็ให้ความเห็นว่า ผลการศึกษาที่น่าสนใจหลายๆประการจากงานวิจัยในครั้งนี้เป็นเหตุผลสนับสนุนความเชื่อที่ว่าสิ่งที่คนเรารับประทานอะไรเข้าไปย่อมจะมีผลต่อการเกิดโรคมะเร็งของเราได้<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แต่ความเชื่อมโยงกันระหว่างอาหารและความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งนั้นก็ยังคงเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และงานวิจัยต่อจากนี้ไปก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการช่วยให้เข้าใจได้ว่าอาหารจะมีส่วนต่อการเกิดโรคมะเร็งมากน้อยเพียงใดและปัจจัยทางโภชนาการใดที่จะมีความสำคัญมากที่สุด</span></p>
<p> </p>
<p> </p>
<p></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<img src="http://www.twittyonline.com/?ak_action=api_record_view&id=68&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.twittyonline.com/%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%9b/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การมีเพศสัมพันธ์ทุกวันจะยิ่งทำให้เชื้ออสุจิแข็งแรง</title>
		<link>http://www.twittyonline.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99</link>
		<comments>http://www.twittyonline.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Jul 2009 03:15:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[การแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[การตั้งครรภ์]]></category>
		<category><![CDATA[เชื้ออสุจิ]]></category>
		<category><![CDATA[เพศสัมพันธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.twittyonline.com/?p=57</guid>
		<description><![CDATA[หลายคนเชื่อว่าการที่ผู้ชายเว้นว่างจากการมีเพศสัมพันธ์สักระยะหนึ่งจะช่วยให้เชื้ออสุจิของเขาแข็งแรงและเพิ่มโอกาสในการช่วยให้ฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ได้มากขึ้น  แต่ล่าสุดนี้นายแพทย์ชาวนิวซีแลนด์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์การรักษาผู้มีบุตรยากในประเทศออสเตรเลียยืนยันว่าแนวคิดดังกล่าวไม่ถูกต้อง                 นายแพทย์เดวิด กรีนนิ่ง(Dr David Greening)แห่งศูนย์การรักษาผู้มีบุตรยากและการตั้งครรภ์นอกร่างกายแห่งนครซิดนี่ย์ (Sydney IVF) เปิดเผยถึงผลการศึกษาของเขาว่า ในการศึกษาผู้ชายจำนวน 118 คนที่เชื้ออสุจิสูญเสียความแข็งแรงของสารพันธุกรรมหรือ “ดีเอ็นเอ”(DNA &#8211; deoxyribonucleic acid)เกินค่าเฉลี่ยโดยทั่วไป พบว่าคุณภาพของเชื้ออสุจิของผู้ชายกลุ่มนี้จะพัฒนาขึ้นหลังจากที่ปฏิบัติตามคำแนะนำให้หลั่งน้ำอสุจิติดต่อกันเป็นระยะเวลา 7 วัน นายแพทย์เดวิดรายงานผลการศึกษาของเขาต่อที่ประชุมสมาคมแพทย์ว่าด้วยการสืบพันธุ์และคัพภะวิทยาของมนุษย์แห่งยุโรป(European Society of Human Reproduction and Embryology) ณ นครอัมสเตอร์ดัม เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า  เชื้ออสุจิของผู้ชายเหล่านี้จะมีความเสียหายของเชื้ออสุจิเมื่อวัดจากค่าการขาดเป็นท่อนของสารพันธุกรรม(DNA fragmentation index)น้อยลงไปจากร้อยละ 34 เหลือเพียงร้อยละ 24                 เขากล่าวว่า แม้ว่าการมีเพศสัมพันธ์บ่อยๆจะทำให้ปริมาณน้ำอสุจิลดน้อยลง แต่สำหรับผู้ชายส่วนใหญ่แล้วการมีน้ำอสุจิลดลงไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด   เขาระบุไว้ในเอกสารการรายงานผลการศึกษาของเขาว่า “มันอาจจะพอสรุปได้ว่า คู่ที่ฝ่ายชายมีระดับน้ำอสุจิอยู่ในเกณฑ์ปกตินั้นควรจะมีเพศสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่องสัก 1 สัปดาห์ก่อนจะถึงวันที่เพศหญิงมีการตกไข่(ovulation date)&#8230;  ในกรณีที่เป็นการผสมพันธุ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากแพทย์แล้ว วิธีการบำบัดอย่างง่ายๆนี้อาจช่วยปรับปรุงคุณภาพของเชื้ออสุจิให้ดีขึ้นได้และนำไปสู่การตั้งครรภ์ได้ในที่สุด”                 นายแพทย์เดวิดอธิบายว่า ดูเหมือนว่าการหลั่งน้ำอสุจิบ่อยๆจะช่วยให้คุณภาพของเชื้ออสุจิดีขึ้นโดยอาศัยการลดทอนช่วงเวลาที่เชื้ออสุจิจากถูกทำให้เสียหายจากโมเลกุลของสารต่างๆในระหว่างการพักตัวอยู่ในท่ออัณฑะ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><a href="http://www.twittyonline.com/wp-content/uploads/2009/06/in-bed.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-58" title="in-bed" src="http://www.twittyonline.com/wp-content/uploads/2009/06/in-bed.jpg" alt="in-bed" width="600" height="399" /></a></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><strong><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">หลายคนเชื่อว่าการที่ผู้ชายเว้นว่างจากการมีเพศสัมพันธ์สักระยะหนึ่งจะช่วยให้เชื้ออสุจิของเขาแข็งแรงและเพิ่มโอกาสในการช่วยให้ฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ได้มากขึ้น <span style="mso-spacerun: yes;"> </span>แต่ล่าสุดนี้นายแพทย์ชาวนิวซีแลนด์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำศูนย์การรักษาผู้มีบุตรยากในประเทศออสเตรเลียยืนยันว่าแนวคิดดังกล่าวไม่ถูกต้อง</span></strong><strong></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;"><span id="more-57"></span>                </span>นายแพทย์เดวิด กรีนนิ่ง<span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">(Dr David Greening)</span>แห่งศูนย์การรักษาผู้มีบุตรยากและการตั้งครรภ์นอกร่างกายแห่งนครซิดนี่ย์ </span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">(Sydney IVF) <span lang="TH">เปิดเผยถึงผลการศึกษาของเขาว่า ในการศึกษาผู้ชายจำนวน 118 คนที่เชื้ออสุจิสูญเสียความแข็งแรงของสารพันธุกรรมหรือ </span>“<span lang="TH">ดีเอ็นเอ</span>”(DNA <span lang="TH">&#8211; </span>deoxyribonucleic acid)<span lang="TH">เกินค่าเฉลี่ยโดยทั่วไป พบว่าคุณภาพของเชื้ออสุจิของผู้ชายกลุ่มนี้จะพัฒนาขึ้นหลังจากที่ปฏิบัติตามคำแนะนำให้หลั่งน้ำอสุจิติดต่อกันเป็นระยะเวลา 7 วัน </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">นายแพทย์เดวิดรายงานผลการศึกษาของเขาต่อที่ประชุมสมาคมแพทย์ว่าด้วยการสืบพันธุ์และคัพภะวิทยาของมนุษย์แห่งยุโรป</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">(European Society of Human Reproduction and Embryology) <span lang="TH">ณ นครอัมสเตอร์ดัม เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>เชื้ออสุจิของผู้ชายเหล่านี้จะมีความเสียหายของเชื้ออสุจิเมื่อวัดจากค่าการขาดเป็นท่อนของสารพันธุกรรม</span>(DNA fragmentation index)<span lang="TH">น้อยลงไปจากร้อยละ 34 เหลือเพียงร้อยละ 24</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span><span lang="TH">เขากล่าวว่า แม้ว่าการมีเพศสัมพันธ์บ่อยๆจะทำให้ปริมาณน้ำอสุจิลดน้อยลง แต่สำหรับผู้ชายส่วนใหญ่แล้วการมีน้ำอสุจิลดลงไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด<span style="mso-spacerun: yes;">   </span>เขาระบุไว้ในเอกสารการรายงานผลการศึกษาของเขาว่า </span>“<span lang="TH">มันอาจจะพอสรุปได้ว่า คู่ที่ฝ่ายชายมีระดับน้ำอสุจิอยู่ในเกณฑ์ปกตินั้นควรจะมีเพศสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่องสัก 1 สัปดาห์ก่อนจะถึงวันที่เพศหญิงมีการตกไข่</span>(ovulation date)<span lang="TH">&#8230; <span style="mso-spacerun: yes;"> </span>ในกรณีที่เป็นการผสมพันธุ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากแพทย์แล้ว วิธีการบำบัดอย่างง่ายๆนี้อาจช่วยปรับปรุงคุณภาพของเชื้ออสุจิให้ดีขึ้นได้และนำไปสู่การตั้งครรภ์ได้ในที่สุด</span>”</span></p>
<p><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;; mso-fareast-font-family: 'Times New Roman'; mso-ansi-language: EN-US; mso-fareast-language: EN-US; mso-bidi-language: TH;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">                </span>นายแพทย์เดวิดอธิบายว่า ดูเหมือนว่าการหลั่งน้ำอสุจิบ่อยๆจะช่วยให้คุณภาพของเชื้ออสุจิดีขึ้นโดยอาศัยการลดทอนช่วงเวลาที่เชื้ออสุจิจากถูกทำให้เสียหายจากโมเลกุลของสารต่างๆในระหว่างการพักตัวอยู่ในท่ออัณฑะ</span></p>
<img src="http://www.twittyonline.com/?ak_action=api_record_view&id=57&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.twittyonline.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความยุ่งยากและโอกาส</title>
		<link>http://www.twittyonline.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa</link>
		<comments>http://www.twittyonline.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 25 Jun 2009 14:26:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[วาทะ]]></category>
		<category><![CDATA[Sir Winston Churchill]]></category>
		<category><![CDATA[เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.twittyonline.com/?p=41</guid>
		<description><![CDATA[“คนมองโลกในแง่ร้ายจะมองเห็นความยุ่งยากในทุกๆโอกาส  ส่วนคนมองโลกในแง่ดีจะมองเห็นโอกาสในทุกๆความยุ่งยาก” (A pessimist sees the difficulty in every opportunity; an optimist sees the opportunity in every difficulty.)     เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์ (Sir Winston Churchill) นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร (30 พฤศจิกายน ค.ศ.1874 – 24 มกราคม ค.ศ. 1965)]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: small; font-family: Times New Roman;">“</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman';" lang="TH">คนมองโลกในแง่ร้ายจะมองเห็นความยุ่งยากในทุกๆโอกาส<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ส่วนคนมองโลกในแง่ดีจะมองเห็นโอกาสในทุกๆความยุ่งยาก</span><span style="font-size: small; font-family: Times New Roman;">” (A pessimist sees the difficulty in every opportunity; an optimist sees the opportunity in every difficulty.)</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: small; font-family: Times New Roman;"><a href="http://www.twittyonline.com/wp-content/uploads/2009/06/winston-churchill-0015.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-52" title="winston-churchill-0015" src="http://www.twittyonline.com/wp-content/uploads/2009/06/winston-churchill-0015.jpg" alt="winston-churchill-0015" width="162" height="227" /></a> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman';" lang="TH">เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์ </span><span style="font-size: small; font-family: Times New Roman;">(Sir Winston Churchill)</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman';" lang="TH">นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman';" lang="TH">(30 พฤศจิกายน ค.ศ.1874 </span><span style="font-size: small; font-family: Times New Roman;">–</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;; mso-ansi-font-size: 12.0pt; mso-ascii-font-family: 'Times New Roman'; mso-hansi-font-family: 'Times New Roman';" lang="TH"> 24 มกราคม ค.ศ. 1965)</span></p>
<img src="http://www.twittyonline.com/?ak_action=api_record_view&id=41&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.twittyonline.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“โอกาปิ”(Okapi)แห่งคองโก</title>
		<link>http://www.twittyonline.com/%e2%80%9c%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e2%80%9dokapi%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%81</link>
		<comments>http://www.twittyonline.com/%e2%80%9c%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e2%80%9dokapi%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%81#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 18 Jun 2009 18:33:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[Giraffidae]]></category>
		<category><![CDATA[Okapi]]></category>
		<category><![CDATA[กวาง]]></category>
		<category><![CDATA[คองโก]]></category>
		<category><![CDATA[จิราฟฟิเด้]]></category>
		<category><![CDATA[โอกาปิ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.twittyonline.com/?p=27</guid>
		<description><![CDATA[     “โอกาปิ”(Okapi) เป็นสัตว์ป่าหายากชนิดหนึ่งซึ่งมีถิ่นฐานอยู่เฉพาะในประเทศคองโกที่ตั้งอยู่ตอนกลางของทวีปอัฟริกา  โอกาปินับได้ว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่จัดอยู่ในตระกูลหรือ“วงศ์”(Family)เดียวกันกับยีราฟซึ่งเรียกว่า “จิราฟฟิเด้”(Giraffidae)  แต่โอกาปิจะมีความสูงเพียงประมาณ 1.5-2 เมตร บริเวณขาทั้ง 4 ข้างและบั้นท้ายจะมีแถบดำคล้ายกับม้าลาย ส่วนบริเวณคอนั้นจะเห็นเป็นแถบไม่ชัดนัก  อีกทั้งยังมีนัยน์ตาคล้ายคลึงกับกวาง  ส่วนโอกาปิตัวผู้นั้นจะมีเขา 2 เขา โดยหากมองจากด้านข้างแล้วจะทำให้ดูราวกับว่ามันมีเพียงเขาเดียว จึงทำให้เคยมีคนเข้าใจไปว่ามันคือ “ยูนิคอร์น” จากเทพนิยายโบราณเช่นกัน                 แถบดำบนตัวของโอกาปินั้น นอกจากจะเป็นสิ่งที่ช่วยพรางตัวในธรรมชาติแล้ว ยังเชื่อกันว่าเป็นสิ่งที่ช่วยให้ลูกๆของโอกาปิสามารถที่จะสังเกตเห็นแม่ของพวกมันได้ง่ายขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เป็นป่าฝนที่หนาทึบ เพราะถึงแม้โอกาปิเป็นสัตว์ที่รักสันโดษ มักใช้ชีวิตตามลำพัง แต่โอกาปิเพศเมียจะดูแลและไปไหนมาไหนกับลูกของมันเสมอ                ปกติแล้ว โอกาปิจะมีความยาวของลำตัวสีน้ำตาลแดงของมันประมาณ 2-2.5 เมตรและสูงประมาณ 1.5-2 เมตร ส่วนหางจะยาวประมาณ 30-40 เซ็นติเมตร เมื่อโตเต็มวัย โอกาปิจะมีน้ำหนักอยู่ในราว 200-250 กิโลกรัม   และถึงแม้ว่าลำตัวของโอกาปิจะคล้ายคลึงกับยีราฟ แต่ช่วงคอของมันก็มิได้ยืดยาวเช่นยีราฟแต่อย่างใด  หากจะมองหาอวัยวะอีกส่วนหนึ่งของโอกาปิที่มีลักษณะคล้ายๆกับอวัยวะของยีราฟ ก็น่าจะเป็น “ลิ้น” ของสัตว์ทั้งสองชนิดซึ่งจะต้องใช้ประโยชน์เพื่อการตวัดไปเก็บเกี่ยวเอาใบไม้และผลไม้มาสู่ปากของพวกมันนั่นเอง  ลิ้นของโอกาปิและยีราฟมีความยาวถึงราว 30 เซ็นติเมตรหรือ 1 ฟุตทีเดียวเชียว]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">     <a href="http://www.twittyonline.com/wp-content/uploads/2009/06/okapi.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-28" title="okapi" src="http://www.twittyonline.com/wp-content/uploads/2009/06/okapi.jpg" alt="okapi" width="400" height="347" /></a></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">“<span lang="TH">โอกาปิ</span>”(Okapi)<span lang="TH"> เป็นสัตว์ป่าหายากชนิดหนึ่งซึ่งมีถิ่นฐานอยู่เฉพาะในประเทศคองโกที่ตั้งอยู่ตอนกลางของทวีปอัฟริกา<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>โอกาปินับได้ว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่จัดอยู่ในตระกูลหรือ</span>“<span lang="TH">วงศ์</span>”(Family)<span lang="TH">เดียวกันกับยีราฟซึ่งเรียกว่า </span>“<span lang="TH">จิราฟฟิเด้</span>”(Giraffidae)<span lang="TH"><span style="mso-spacerun: yes;">  </span>แต่โอกาปิจะมีความสูงเพียงประมาณ 1.5-2 เมตร บริเวณขาทั้ง 4 ข้างและบั้นท้ายจะมีแถบดำคล้ายกับม้าลาย </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span lang="TH"><span id="more-27"></span>ส่วนบริเวณคอนั้นจะเห็นเป็นแถบไม่ชัดนัก<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>อีกทั้งยังมีนัยน์ตาคล้ายคลึงกับกวาง<span style="mso-spacerun: yes;">  </span>ส่วนโอกาปิตัวผู้นั้นจะมีเขา 2 เขา โดยหากมองจากด้านข้างแล้วจะทำให้ดูราวกับว่ามันมีเพียงเขาเดียว จึงทำให้เคยมีคนเข้าใจไปว่ามันคือ </span>“<span lang="TH">ยูนิคอร์น</span>”<span lang="TH"> จากเทพนิยายโบราณเช่นกัน</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-tab-count: 1;">           </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-tab-count: 1;">    </span><span lang="TH">แถบดำบนตัวของโอกาปินั้น นอกจากจะเป็นสิ่งที่ช่วยพรางตัวในธรรมชาติแล้ว ยังเชื่อกันว่าเป็นสิ่งที่ช่วยให้ลูกๆของโอกาปิสามารถที่จะสังเกตเห็นแม่ของพวกมันได้ง่ายขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เป็นป่าฝนที่หนาทึบ เพราะถึงแม้โอกาปิเป็นสัตว์ที่รักสันโดษ มักใช้ชีวิตตามลำพัง แต่โอกาปิเพศเมียจะดูแลและไปไหนมาไหนกับลูกของมันเสมอ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH"><span style="mso-tab-count: 1;">               </span>ปกติแล้ว โอกาปิจะมีความยาวของลำตัวสีน้ำตาลแดงของมันประมาณ 2-2.5 เมตรและสูงประมาณ 1.5-2 เมตร ส่วนหางจะยาวประมาณ 30-40 เซ็นติเมตร เมื่อโตเต็มวัย โอกาปิจะมีน้ำหนักอยู่ในราว 200-250 กิโลกรัม</span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;"><span style="mso-spacerun: yes;">   </span><span lang="TH">และถึงแม้ว่าลำตัวของโอกาปิจะคล้ายคลึงกับยีราฟ แต่ช่วงคอของมันก็มิได้ยืดยาวเช่นยีราฟแต่อย่างใด<span style="mso-spacerun: yes;">  </span></span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;" lang="TH">หากจะมองหาอวัยวะอีกส่วนหนึ่งของโอกาปิที่มีลักษณะคล้ายๆกับอวัยวะของยีราฟ ก็น่าจะเป็น </span><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Cordia New&quot;;">“<span lang="TH">ลิ้น</span>”<span lang="TH"> ของสัตว์ทั้งสองชนิดซึ่งจะต้องใช้ประโยชน์เพื่อการตวัดไปเก็บเกี่ยวเอาใบไม้และผลไม้มาสู่ปากของพวกมันนั่นเอง <span style="mso-spacerun: yes;"> </span>ลิ้นของโอกาปิและยีราฟมีความยาวถึงราว 30 เซ็นติเมตรหรือ 1 ฟุตทีเดียวเชียว</span></span></p>
<img src="http://www.twittyonline.com/?ak_action=api_record_view&id=27&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.twittyonline.com/%e2%80%9c%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e2%80%9dokapi%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%81/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

